ผักหนาม สมุนไพรล้มลุก ของดีเอเชียตะวันออก

No Comments

ผักหนาม จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีอายุยืนนานหลายปี
ลำต้นมีลักษณะเป็นเหง้าแข็งอยู่ใต้ดินทอดเลื้อยทอดขนานไปกับพื้นดิน ตั้งตรงและโค้งลงเล็กน้อย
ชูยอดขึ้น มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 เซนติเมตรและยาวได้ประมาณ 75 เซนติเมตร
โดยที่มาของคำว่า “ผักหนาม”นั่นก็เป็นเพราะตามลำต้นมีหนามแหลม
ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย
ทางตอนใต้ของประเทศจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงอินโดนีเซียส่วนในไทยพบได้ทั่วทุกภาค
ซึ่งด้วยความที่ ผักหนามมีถิ่นกำเนิดมากมายหลายประเทศทั่วเอเชียตะวันออก
ทำให้มันเป็นสุมนไพรที่มีชื่อเรียกหลากหลายแบบ ไล่ตั้งแต่ กะลี(มลายู, นราธิวาส), บอนหนาม (ไทลื้อ, ขมุ), ผะตู่โปล่
(กะเหรี่ยงเชียงใหม่), ด่อแกงเล่อ (ปะหล่อง), บ่อนยิ้ม (เมี่ยน),
บ่ะหนาม (ลั้วะ), หลั่นฉื่อโก (จีนแต้จิ๋ว) เป็นต้นแล้ว “ผักหนาม” มีประโยชน์อย่างไร ตามตำรายาไทย
จะใช้ทั้งต้นเป็นยาแก้ปัสสาวะพิการ
ส่วนในอินเดียจะใช้ทั้งต้นเป็นยาแก้ปวดท้อง ปวดตามข้อและโรคผิดปกติเกี่ยวกับลำไส้
ใช้น้ำคั้นจากต้นเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร และใช้ลำต้น รวมถึงผลเป็นยาแก้อาการผิดปกติที่คอ
นอกจากนี้ ลำต้นผักหนาม ที่มีรสเผ็ดชา ใช้เป็นยาแก้ไอ
แก้กระหายน้ำ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเหลืองหรือแดงผิวหนังเน่าเปื่อยเป็นหนอง
ใช้ต้มเอาน้ำอาบแก้อาการคันเนื่องจากพิษหัด เหือด ไข้ออกผื่นสุกใส ดำแดง ทำให้ผื่นหายเร็ว และใช้เป็นยาถอนพิษด้วย
ส่วน เหง้า ใช้เป็นยาขับเสมหะ แก้ไอ ใช้ต้มกับน้ำอาบแก้คัน
เนื่องจากพิษหัด เหือด สุกใส ดำแดง และโรคผิวหนังบ้างคนใช้เหง้าฝนกับน้ำกินเป็นยาถ่ายพยาธิ ขณะที่ ราก
ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้เจ็บคอ และต้มกับน้ำให้เด็กแรกเกิดอาบ
แก้อาการเจ็บคอด้วย
โดยส่วนใหญ่แล้วการเก็บผักหนาม
จะเก็บลำต้นในช่วงฤดูร้อน แล้วล้างให้สะอาดจากนั้นนำไปตากแห้งหรือหั่นเป็นแผ่นตากแห้งเก็บไว้ใช้
ซึ่งวิธีใช้ให้นำลำต้นแห้งประมาณ 10-15 ต้น ต้มกับน้ำกินหรือต้มเอาน้ำชะล้างหรือบดเป็นผงทาบริเวณที่เป็นโรค
เท่านั้นไม่พอ ผักหนามยังสามารถนำมารับประทานเป็นอาหารได้ด้วย โดย ยอดอ่อน
ใบอ่อน และดอกอ่อน จะมีรสจืด นิยมไปหมักดอกให้มีรสเปรี้ยวหรือนำไปลวกต้มกับกะทิ แกล้มแกงไตปลาและขนมจีนอร่อยนักแล
นอกจากนี้ ผักหนาม ยังรับประทานร่วมกับน้ำพริก
หรือนำไปผัดปรุงเป็นแกง อย่างแกงส้ม แกงไตปลา ได้ด้วยให้วิตามินและแร่ธาตุมากมายหลายชนิด
หรือในช่วงข้าวยากมากแพง นำลำต้นมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ
หุงรวมกับข้าวสาร ช่วยเพิ่มปริมาณลดค่าใช้จ่ายได้อีก
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสรรพคุณเหลือหลาย แต่หากใช้ผิดวิธี
“ผักหนาม” ก็อาจกลายเป็นยาพิษได้ เนื่องจากใน ใบ และ ก้านใบ
รวมถึงลำต้น จะมีสารไซยาโนเจนิกไกลโคไซด์
ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นไซยาไนด์ หรือสารพิษชนิดหนึ่งได้โดยเป็นสารพิษที่ออกฤทธิ์ต่อระบบการไหลเวียนของเลือด
เมื่อได้รับพิษหรือรับประทานเข้าไปดิบๆ ในจำนวนมากอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ภายใน 15 นาที ดังนั้น ก่อนนำ ผักหนาม
มารับประทาน จะต้องนำไปทำให้สุกหรือดองเปรี้ยวเพื่อกำจัดพิษไซยาไนด์เสียก่อน…

Categories: อาหาร

5 เคล็ดลับ “ขนตายาว”อย่างเป็นธรรมชาติ

No Comments

ขนตาช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้ดวงตา
ไม่ว่าสาวๆคนไหนก็อยากจะมีดวงตาที่สดใส ขนตาที่งอนยาว
แต่หลายคนมักจะพึ่งขนตาปลอมกันเพื่อดวงตาที่หวาน และคมขึ้น
วันนี้เรามีเคล็บลับที่ช่วยทำให้ขนตางอน ยาวสวย
ว่าแล้วมีวิธีไหนกันบางไปดูกันเลยจ้า !
วาสลีน – มีประโยชน์หลายอย่าง ก่อนนอนสาวนำวาสลีนลงบนขนตา
พร้อมกับนวดบำรุงบริเวณโคนขนตาและเปลือกตาอย่างเบามือ
ทำเป้นประจำทุกคืน ขนตาของคุณก็จะค่อยๆยาวและหนาจึ้น
ถุงชาเขียว – ช่วยรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับขนตาหน
มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดอาการคล้ำให้ผิวใต้ตาสว่างขึ้น
ก่อนเข้านอนช้ถุงชาเขียวหลังจากแช่น้ำอุ่นๆ
แล้วมาวางลงบนดวงตาทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที
แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำทุกวันเป็นเวลา 2 ถึง 3 เดือน
นตาของคุณยาวขึ้น

ว่านหางจระเข้ –
มีวิตามินหลายชนิดและสารอาหารที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของขนตา
ของคุณ
ก่อนที่จะเข้านอนใช้แปรงมาสคาร่าที่สะอาดจุมเจลว่านหางจระเข้สด
ปัดขึ้นลงที่ขตา แล้วค่อนยล้างออกด้วย้ำอุ่นในตอนเช้า
น้ำมันมะพร้าว – ก่อนนอนให้แปรงมาสคาร่าเก่าล้างสะอาดๆ
นำมาจุ่มในน้ำมันมะพร้าวก่อนปัดให้ทั่วขนตาแล้วนอน
เพราะในน้ำมันพร้าวมีวิตามิน Eและโปรตีน
ที่ช่วยให้ขนตาแข็งแรงเร่งให้ขนตายาวหนาแบบธรรมชาติ
เบบี้ออยล์ – ช่วยบำรุงให้ขนตาเเข็งแรง ช่วยเร่งการเจริญเติบโต
เพียงนำมาทาตรงบริเวณขนตาเป็นประจำทุกคืนก่อนนอน
เท่านี้ขนตาคุณก้จะดูยาวสวย เด้ง อย่างเป้นธรรมชาติ…

Categories: ความงาม

สุขภาพ.ความงาม.ลดเสี่ยง “มะเร็งลำไส้” ถ้าเลี่ยงอาหาร 6 ประเภทนี้

No Comments

“มะเร็งลำไส้” มีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นในทุกๆปี
ถือเป็นหนึ่งในชนิดของมะเร็งที่คนไทยเป็นมากที่สุดโรคหนึ่ง
โดยสาเหตุที่มะเร็งขึ้นนั้นอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือ “อาหาร”
เนื่องจากลำไส้นั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินอาหาร
และส่วนมากมะเร็งลำไส้นั้นมักจะเกิดบริเวณลำไส้ใหญ่
ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรเลือกรับประทานอาหารให้ถูกต้อง
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มะเร็งลำไส้ใหญ่เข้ามาทักทายในชีวิตของเรา 6
ประเภทอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
มาดูกันว่ามีอาหารประเภทใดบ้าง
1.อาหารหมักดองต่างๆ ในอาหารหมักดอง เช่น ปลาร้า ปลาส้ม แหนม
หมูส้ม หรือเนื้อสัตว์อื่นๆ ที่ผ่านกระบวนการหมักโดยมีดินประสิวเป็นส่วนประกอบ
เช่น กุนเชียง แฮม เนื้อเค็ม ไส้กรอก หากอดใจไม่ไหว อยากกินจริงๆ
ก็ควรทำให้สุกเสียก่อน เพื่อกำจัดสารไนโตรซามีนที่อยู่ในอาหารเหล่านั้นออกไป
2.อาหารสุกๆ ดิบๆ ไม่ว่าเนื้อหมู เนื้อวัว หรือเนื้อปลา
(โดยเฉพาะปลาน้ำจืดดิบ) ที่ไม่ผ่านกรรมวิธีการปรุงให้สุก
เพราะนอกจากจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้แล้ว
ยังแฝงด้วยโรคที่เกิดจากพยาธิอีกด้วย รวมถึงอาหารที่มีเชื้อรา เช่น ถั่วลิสงบด
พริกแห้ง กระเทียม
3.อาหารที่มีความเค็มจัด
แม้จะยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาหารที่มีรสเค็มจัดกับมะเร็งลำไส้ใหญ่
แต่ก็มีหลายทฤษฎีที่สนับสนุนถึงแนวคิดนี้
โดยผู้ใหญ่ควรจะรับประทานเกลือวันละไม่เกิน 6 กรัม ส่วนเด็กวันละไม่เกิน 3 กรัม
ต่อพลังงาน 1,000 กิโลแคลอรี
4.อาหารที่มีไขมันสูง ไม่ว่าจะเป็นจากของทอด ของผัดน้ำมัน
อาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ มันหมู ไขมันสัตว์ต่างๆ รวมถึงน้ำตาล ของหวาน
ก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นเดียวกัน
5.อาหารหรือขนมที่มีสีสันฉูดฉาด มีสีสันสดใสน่ารับประทาน
พึงระวังไว้ให้ดี
เพราะอาหารหรือขนมเหล่านี้อาจไม่ได้ใช้สีผสมอาหารในการปรุงแต่ง
แต่อาจเป็นสีย้อมผ้า ซึ่งประกอบไปด้วยสารพิษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครเมียม, ตะกั่ว,
ปรอท, สารหนู เจือปนอยู่ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งหากเกิดการสะสมภายในร่างกาย
6.อาหารรมควัน อาหารปิ้งย่าง หรือทอดจนไหม้เกรียม
แฝงไปด้วยสารก่อมะเร็งอย่างไนโตรซามีน สารกลุ่มพัยโรลัยเซต
และสารกลุ่มโพลีไซคลิกอโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (พีเอเอช)
ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่พบในเขม่าควันไฟ และไอเสียของเครื่องยนต์
ซึ่งว่ากันแล้วถือว่าเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกนี้
จึงควรรับประทานผักและผลไม้เพื่อให้ได้รับวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ
อย่างครบถ้วน รวมถึงสารพฤกษเคมี
ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยในการยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งได้
นอกจากนี้แล้วการออกกำลังกายและนั่งสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ
ซึ่งมีส่วนช่วยในการยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งเช่นเดียวกัน…

Categories: สุขภาพ

4 ครีม ลบฝ้า-กระ-จุดด่างดำเห็นผลจริง ดีจนต้องบอกต่อ

No Comments

ปัญหาจุดด่างดำ รอยสิว รอยฝ้า เป็นปัญหาผิวที่กวนใจผู้หญิงทุกคน
เป็นต้นเหตุจากแสงแดด และมลภาวะนอกจากแสงแดดแล้ว ความเครียด
การตั้งครรภ์ ยาคุม ยากันชัก และมีปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย
ไม่ต้องเป็นกังวลไปค่ะสาวๆ เพราะวันนี้เรามีครีมดีๆที่ช่วยลด ฝ้า – กระ-
และจุดด่างดำ ที่เป็นปัญหากวนใจ จะมีตัวไหนบ้างไปดูพร้อมๆกันเลยจ้า
!!

1.Yanhee Mela Cream

ตัวนี้เป็นนวัตกรรมใหม่ สูตรเฉพาะของโรงบาลยันฮี เนื้อครีมเข้มขน
แต่อ่อนโยนต่อผิว ไม่ละคายเคตื่อง แก้ไขเฉพาะจุด ทั้ง ฝ้า กระ
จุดด่างดำช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่มีความหมองคล้ำให้แลดูกระจ่างใส
หน้าใสเรียบเนียน

2. Pan Cosmetic Melasma Whitening Cream

ดูแลปัญหาฝ้าทุกชนิด ทั้ง กระ รอยหมองคล้ำ และจุดด่างดำ
ปรับสภาพผิวให้ผิวกระจ่างใสเสมอกันทั่วทั้งใบหน้า
ลอยดูจางลงอย่างเป็นธรรมชาติ และยังช่วยป้องกันการเกิดฝ้าอีกด้วย

3. Hada Labo Arbutin Whitening Lotion

ตัวนี้เป็นน้ำตบที่ช่วย กักความชุ่มชื้นให้อยู่กับผิว ทำให้ผิวขาว
สดใสขึ้น ลดเลือนจุดด่างดำ กระ ฝ้า ให้จางลง
โดยไม่ทำร้ายโครงสร้างผิว ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์คงความยืดหยุ่
เนื้อโลชั่นบางเบาอ่อนโยน ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำมันแร่
และน้ำหอม

4. KA WHITE SPOT CREAM

ตัวสุดท้ายเป็นครีมบำรุงผวสูตรเข้มข้น เนื้อละเอียด เกลี่ยง่าย ซึมไว
ช่วยให้ผิวที่หมองคลํ้า แลดูขาว กระจ่างใส ไร้จุดด่างดำ มีส่วนผสมของ
SabiWhite (ซาบิไวท์) และ Vitamin B3 (วิตามินบี 3)
ช่วยป้องกันผิวจากมลภาวะและแสงแดด…

Categories: ความงาม

อาหารล้างพิษตับ

No Comments

การเผชิญกับมลภาวะจากสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงความเครียด ตับก็จะทำงานหนักจนเกินกำลัง เมื่อถึงจุดหนึ่งตับก็จะหมดความสามารถในการกรองสารพิษและไขมันต่างๆ โดยกระตุ้นความสามารถตามธรรมชาติเพื่อขับไล่ของเสียที่เป็นพิษออกจากร่างกาย
1. กระเทียม
แค่ ทานพืชหัวสีขาวนี้วันละเล็กน้อยก็ช่วยกระตุ้นเอนไซม์ในตับซึ่งช่วยให้ ร่างกายขับสารพิษออกมาได้แล้ว ในกระเทียมยังมีสารอัลลิซินและซีลีเนียมอยู่ สารสองชนิดนี้มีส่วนประกอบในการช่วยล้างพิษตับได้
2. เกรปฟรุต (ผลไม้ตระกูลส้ม)
ในเกรปฟรุตอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ผลไม้ตระกูลซิตรัสนี้ นอกจากเกรปฟรุตแล้วก็ยังรวมไปถึง ส้ม มะนาว และเลม่อน ต่างก็ช่วยสนับสนุนกระบวนการล้างพิษตามธรรมชาติของตับ แค่ดื่มน้ำเกรปฟรุตคั้นสดๆ วันละแก้ว จะช่วยกระตุ้นการผลิตของเอนไซม์ล้างพิษในตับ และช่วยชะล้างสารก่อมะเร็งและสารพิษอื่นๆ ได้

3. บีทรูทและแครอท
ผักทั้งสองชนิดนี้เต็มไปด้วยฟลาโวนอยด์และ เบต้าแคโรทีนปริมาณสูงมาก การทานหัวบีทรูทและแครอทช่วยกระตุ้นและส่งเสริมการทำงานโดยรวมของตับได้
4. ชาเขียว
ชา เขียวจัดเป็นเครื่องดื่มที่คู่ควรกับตับมากที่สุด เพราะในชาเขียวอุดมไปด้วยคาเทชิน สารต้านอนุมูลอิสระ สารประกอบนี้เป็นที่รู้กันดีกว่าช่วยการทำงานของตับได้ ชาเขียวยังมีรสชาติอร่อย นำมาปรุงอาหารหรือปรุงเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพได้ (ชาเขียวที่ชงจากใบชาจะดีกว่าแบบสกัด)
5. ผักใบเขียว
หนึ่งใน อาหารที่เป็นมิตรมากในการล้างพิษตับ ผักใบเขียวสามารถทานได้ทั้งแบบดิบ แบบสุก หรือแบบคั้นน้ำก็ยังได้ ให้สารคลอโรฟิลล์สูงมาก ผักใบเขียวช่วยดูดซับสารพิษจากสภาพแวดล้อมที่อยู่ในกระแสเลือด อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพในการต้านทานโลหะหนักของสารเคมีและสารกำจัดศัตรูพืช ผักใบเขียวจึงจัดได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการปกป้องตับ นั่นเอง
ในแต่ละมื้อควรเพิ่มผักใบเขียวเข้าไปในอาหารด้วย ยกตัวอย่างเช่น มะระขี้นก, ผักร็อคเก็ต, ผักโขม, ผักกาดเขียวปลี ฯลฯ จะช่วยเพิ่มการสร้างน้ำดีและช่วยให้น้ำดีไหลเวียนดีขึ้น ซึ่งจะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกจากอวัยวะต่างๆ รวมไปถึงเลือดได้
6. อะโวคาโด
เป็นผลไม้ที่หนาแน่นไปด้วยสารอาหารทุกอนู ช่วยให้ร่างกายผลิตกลูต้าไธโอน ซึ่งเป็นสารประกอบที่ทำให้ตับกำจัดสารพิษที่เป็นอันตรายได้ดีขึ้น

7. แอปเปิ้ล
มีเพคตินอยู่เยอะมาก แอปเปิ้ลเป็นแหล่งของสารเคมีที่จำเป็นสำหรับร่างกายในการชำระล้างและกำจัด สารพิษออกไปจากระบบย่อยอาหาร และในทางกลับกันก็ช่วยให้ตับนั้นจัดการกับสารพิษได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

8. น้ำมันมะกอก
น้ำมันมะกอก น้ำมันกัญชง และน้ำมันเมล็ดลินิน มีประโยชน์มากสำหรับตับ โดยน้ำมันเหล่านี้จะให้ไขมันดีๆ ที่ช่วยในการดูดซับสารพิษที่เป็นอันตรายจากร่างกาย ซึ่งเป็นการลดภาระของตับได้อีกทางหนึ่ง
9. ธัญพืชทางเลือก
ถ้า อาหารของคุณประกอบไปด้วยข้าวสาลี, แป้งขาว หรือธัญพืชมาตรฐานอื่นๆ ตอนนี้ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนเป็นธัญพืชทางเลือกอื่นๆ แล้วอย่างเช่น ควินัว, ข้าวฟ่าง หรือบัควีท ก็จะช่วยการทำงานของตับได้
ตับทำหน้าที่เหมือน เป็นตัวกรองสารพิษในร่างกาย แต่หากคุณเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนไหวกับเมล็ดพืชชนิดที่มีกลูเตนอยู่ ก็อาจเป็นการเพิ่มพิษในร่างกายแทน มีการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ชี้ว่า ผู้ที่เคยมีประสบการณ์แพ้กลูเต็น จะพบความผิดปกติในผลการทดสอบเอนไซม์ในตับด้วย
10. ผักตระกูลกะหล่ำ
บร็อค โคลีและดอกกะหล่ำ เป็นแหล่งของกลูโคซิโนเลต ซึ่งช่วยสนับสนุนกระบวนการผลิตเอนไซม์ในตับ โดยเอนไซม์ตามธรรมชาติชนิดนี้จะช่วยชะล้างสารก่อมะเร็งและสารพิษอื่นๆ ออกจากร่างกาย และนอกจากนี้การทานผักตระกูลนี้ ยังลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งให้น้อยลงอีกด้วย
11. เลมอนและมะนาว
ผลไม้ตระกูลซิตรัสเหล่านี้อุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งช่วยให้ร่างกายได้สังเคราะห์สารพิษต่างๆ ให้ละลายน้ำได้ การดื่มน้ำเลมอนหรือน้ำมะนาวคั้นสดๆ ในตอนเช้า ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของตับได้อีกด้วย

12. ถั่ววอลนัท
ถั่วชนิดนี้เต็มไปด้วยกรดอะมิโนอาร์จีนีน วอลนัทช่วยเสริมการทำงานของตับในการล้างสารแอมโมเนียที่เป็นพิษ วอลนัทยังเต็มไปด้วยกลูต้าไธโอนและกรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยล้างพิษตับได้เช่นกัน แนะนำว่าเวลาเคี้ยวถั่ววอลนัทในปากให้เคี้ยวจนแหลกเป็นน้ำก่อนกลืนเพื่อ ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด…

Categories: ความงาม

เคล็ดลับผมสุขภาพดี

No Comments

นอกจากการมีรูปร่างที่ได้สัดส่วนแล้ว สุขภาพด้านอื่นๆก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุขภาพเส้นผม ซึ่งถือว่าเสริมสร้างความมั่นใจให้กับสาวๆได้เป็นอย่างดี เพราะใครๆก็คงอยากจะมีเส้นผมนุ่มสลวย แข็งแรง ไม่ว่าจะจัดเซตแบบไหนก็เอาอยู่
1. อย่าลืมครีมนวดผมทุกครั้ง
หลัง สระผมด้วยแชมพูแล้ว อย่าลืมที่จะบำรุงผมด้วยครีมนวดผม โดยเริ่มจากชโลมครีมที่ปลายผมเป็นอันดับแรก แล้วค่อยๆนวดขึ้นไปถึงกลางศีรษะ ทิ้งไว้ 3 นาที เพื่อเป็นการปิดเกร็ดผม หลายๆคนมักจะไม่ชอบใช้ครีมนวดผมกันเท่าไหร่ เพราะเข้าใจว่าจะทำให้ผมลีบแบน ซึ่งสาเหตุของการมีผมลีบแบนนั้น เป็นเพราะการใช้ที่ไม่ถูกต้องนั่นเอง สาวๆทราบอย่างนี้แล้ว ต้องเปลี่ยนวิธีโดยด่วนเลย
2. บำรุงเส้นผมด้วยการมาส์ก
หากไม่มีเวลาที่จะเข้าร้านเพื่อทำทรีตเม้นต์ ก็สามารถบำรุงเส้นผมด้วยตัวเองได้ง่ายๆ แค่มาส์กผมโดยการชโลมจากกึ่งกลางเส้นผมลงมาถึงปลายผม เน้นไปยังปลายผมให้นานที่สุด เพราะส่วนปลายผมนั้นมักจะแห้งเสียและแตกลายได้ง่ายๆ หลังจากนั้นพอกและคลุมผมทิ้งไว้ 10-15 นาทีด้วยหมวกอุณหภูมิสูง
3. เล็มปลายผมที่แห้งเสียทิ้ง
ผู้หญิงส่วนใหญ่ มักจะมีปัญหาเส้นผมแตกปลาย แห้งเสียได้ง่ายๆ ยิ่งในแต่ละวันผมต้องเผชิญกับความร้อนอยู่บ่อยๆแล้วล่ะก็ ผมเสียก็ยิ่งเสียเข้าไปอีก ดังนั้นวิธีที่ง่ายละรวดเร็วคือ การเล็ม หรือตัดปลายผมทิ้งไปเสีย แต่ถ้าหากมีเวลามากสักหน่อย อาจะทำการมาส์กหรือทำทรีตเม้นต์ไปเลยจะดีที่สุด
4. ปกป้องผมจากความร้อน
ก่อนทำการไดร์หรือจัดผม ม้วนผมก็แล้วแต่ สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับป้องกันผมแห้งเสียก็คือ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งชนิดที่ช่วยปกป้องเส้นผมจากความร้อน หากเลี่ยงที่จะใช้สเปรย์ฉีดผมได้ยิ่งดี เพราะแอลกอฮอล์ในสเปรย์จะทำให้ผมแห้ง กรอบ และเสียง่าย
5. เสริมสร้างความแข็งแรงด้วยอาหารดีๆ
สุขภาพ ผมจะแข็งแรงและเงางามได้นั้น ปัจจัยหนึ่งก็คือเรื่องของอาหารที่ดีๆเริดๆอย่าง ไข่ ปลาแซลมอน งาดำ ถั่ว ผักใบเขียวเข้ม ยิ่งเข้มเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น
6. ความร้อน ตัวการผมลีบแบน
เพราะ อากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้ผมลีบแบนได้ง่ายๆ โดยเฉพาะอากาศร้อนอย่างบ้านเรานี่ยิ่งต้องใส่ใจกันเป็นพิเศษ ทางที่ดีควรเลือกแชมพูและครีมนวดผมที่ช่วยเพิ่มความหนาและวอลุ่มให้เส้นผมจะ ดีที่สุด และควรหลีกเลี่ยงการใช้เจลหรือแว็กซ์
7. ผมหยิกไม่ควรยืด
สำหรับสาวที่มีผมหยักศกตามธรรมชาติ อย่าได้คิดที่จะยืดผมหรือไดร์ผมเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ผมเสียได้ง่ายกว่าคนผมตรง แต่ควรเลือกที่จะปรึกษากับช่างทำผมจะดีกว่า เพื่อให้ง่ายต่อการจัดทรง…

Categories: ความงาม

เทคนิคการดูแลผิวพรรณเมือเผชิญกับแสงแดด

No Comments

เป็นเรื่องจริงที่ว่า แดดเมืองไทยแรงเป้นอันดับต้นๆของโลก แค่เดินออกจากบ้านไปนหน้าปากซอยก็ทำให้ผิวไหม้เกรียมกันแล้ว เมือเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้ว สาวๆอย่างเราจะละเลยผิวพรรณกันได้อย่างไร เคล็ดลับผิวพรรณสุขภาพดีเนี่ย นอกจากการกินอาหาร การใช้สกินแคร์แล้ว ยังอยู่ที่การปกป้องผิวจากแสงแดดด้วย
– อย่าละเลยการทาครีมบํารุงผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งปกป้องแสงแดดด้วยครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่เหมาะสมกับกิจกรรมที่ทํา อย่าลืมทาครีมบํารุงและครีมกันแดดที่ผิวลําคอด้วย แนะนำให้ทาไล่ย้อนจากด้านล่างขึ้นมายังปลายคางอย่างเบามือ
– ต้องทําความสะอาดผิวอย่างหมดจดเสมอ รู้ไหมว่าคราบสิ่งสกปรก ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะ ฝุ่นควัน เครื่องสําอาง ล้วนมีส่วนทําให้ผิวมีปัญหาต่างๆตามมา ทั้งสิวอุดตัน ริ้วรอย ความหมองคล้ำไม่สดใสของผิว การสะสมของเชี้อแบคทีเรีย ฯลฯ อย่าอ้างว่าเวลาน้อย อย่าอ้างว่าไม่มีเวลา อย่าอ้างว่าไม่เป็นไรผิวยังดีอยู่
Advertisement

– หลีกเลี่ยงแสงแดดแผดร้อนในช่วงเวลากลางวัน โดยเฉพาะเวลา 10.00 – 14.00 น. หากจําเป็นต้องเผชิญแสงแดด อย่าลืมทาครีมกันแดด
– สวมเสื้อผ้าที่ช่วยปกปิดผิว สวมแว่นกันแดด หมวกปีกกว้าง และทาครีมกันแดดซ้ำทุกสองชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ผิวรอบดวงตาแสนบอบบางและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ควรหาอายส์ครีมที่บํารุงล้ำลึก คอยเติมความชุ่มชี่นให้ผิวส่วนนี้อยู่เสมอ ควรใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆในการทาครีม เพื่อลดแรงกดและการเสียดสีผิวบริเวณรอบดวงตาด้วย การทาครีมบํารุงผิวรอบดวงตาอย่างถูกวิธีจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด บริเวณผิวรอบดวงตาให้ทํางานได้ดียิ่งขึ้น
– การนอนหลับพักผ่อนคือหัวใจสําคัญของความงาม ในช่วงเวลาที่ร่างกายหยุดกระบวนการต่างๆ ผิวก็จะทําการซ่อมแซม สร้างเซลล์ของตัวเองเช่นกัน แต่นั่นหมายความว่าคุณต้องหลับสนิทจริงๆเท่านั้นนะ การหลับๆตื่นๆ หรือนอนกลางวัน ไม่มีผลต่อผิวพรรณความงามนะคะ
นอกจากนี้ วิตามินซียังเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่งจากภายใน ดูได้จากผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกระจ่างใสทั้งหลายที่มักนําวิตามินซีมาเป็นส่วน ผสมอยู่เสมอ…

Categories: ความงาม