หมวดหมู่: สุขภาพ

ไวน์แดงช่วยลดน้ำหนักทั้งชาย-หญิง

No Comments

1. ไวน์เเดงมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้อย่างไร ?
ทั้งสองสถาบันการศึกษาชื่อดังในสหรัฐฯอย่างโรงเรียนทางการเเพทย์ของ ม.ฮาร์วาร์ด เเละมหาวิทยาลัยเเห่งรัฐวอชิงตัน
ต่างชี้ชัดว่าในไวน์เเดงนั้นมีสารประเภท Polyphenol ที่มีชื่อว่า Resveratrol
ซึ่งมีฤทธิ์ในการสลายไขมันในร่างกายคนที่มีน้ำหนักเกิน
ซึ่งโดยส่วนมากคนอ้วนทั้งหลายจะมีไขมันสีขาวซึ่งเป็นเซลล์ไขมันขนาดใหญ่ที่ใช้เก็บกักพลังงานเเละขยายตัวในขณะที่เรามีน้ำหนักเพิ่มขึ้น
เเต่สารรีเวอร์ราโทรลที่อยู่ในไวน์เเดงจะเข้าไปบีบอัดเซลล์ไขมันสีขาวที่มีขนาดใหญ่เหล่านี้ให้กลายเป็นสีเบญจ์ซึ่งสามารถถูกกำจัดออกจากร่างกายได้ง่าย
เเต่ปริมาณการดื่มไวน์เเดงที่เหมาะสมที่จะทำให้คุณมีสุขภาพดีได้นั้น นักวิจัยเเนะนำว่าควรดื่มประมาณวันละ 2 เเก้วเท่านั้น
2. ผลการทดลองทางการวิจัย
นักวิจัยจาก ม. ฮาร์วาร์ดได้ทำการทดลองโดยใช้หนูเป็นตัวทดสอบ
โดยพวกเค้าได้นำหนูต้วอ้วนๆที่มีไขมันเยอะมาให้อาหารที่มีการเพิ่มสารรีเวอร์ราโทรลลงไป
ซึ่งผลที่ได้นั้นพบว่ามีเซลล์ไขมันสีเบญเพิ่มขึ้นในหนูเหล่านั้นอย่างมีนัยสำคัญซึ่งนั่น
หมายความว่าหนูเหล่านั้นจะสามารถขจัดเซลล์ไขมันออกจากร่างกายได้มากขึ้น
ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาอื่นๆของฮาร์วาร์ดที่พวกเขาพบว่า 70% ของอาสาสมัครที่เป็นผู้หญิงจำนวน 20,000 คน
ที่ดื่มไวน์สามารถลดความเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วนเเละชะลอการเพิ่มน้ำหนักของ พวกเธอได้ดีเช่นกัน
3. ประโยชน์ของไวน์เเดงที่มากกว่าการควบคุมน้ำหนัก
สำหรับใครที่คิดว่าไวน์เเดงมีประโยชน์เเค่ช่วยในการควบคุมน้ำหนักเเละลดความ
อ้วนเเล้วล่ะก็ เเสดงว่าคุณคิดผิดครับ
เพราะจากการศึกษาพิ่มเติมนักวิจัยยังพบอีกว่าการดื่มไวน์ในปริมาณที่เหมาะสมใน
เเต่ละวันยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจเเละหลอดเลือดบางชนิดได้
รวมถึงสามารถลดความเสี่ยงของอาการหัวใจวายเฉียบพลันที่เป็นสาเหตุของโรคไม่ติดต่อ
ที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตของประชากรโลกในอันดับต้นๆได้
นอกจากนี้การดื่มไวน์เเดงในปริมาณที่เหมาะสมในเเต่ละวันยังช่วยให้ร่างกายของ
คุณสามารถรักษาระดับไขมันดีหรือ HDL ไว้ได้ในระดับที่สูง นอกจากนี้การดื่มไวน์เเดงวันละ 1-3
เเก้วยังช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคสมองเสื่อมประเภทอัลไซเมอร์
รวมถึงมะเร็งบางชนิดเช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งรังไข่ เเละมะเร็งต่อมลูกมาก
เเละลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อีกด้วย…

Categories: สุขภาพ

กลิ่นเท้าเหม็นไม่ใช่เรื่องตลก ขอแก้ด้วย 2 วิธี

No Comments

เรื่องเท้าเหม็นเป็นอะไรที่อี๋มาก ยิ่งใครเล่นกีฬาเสร็จใหม่ๆแล้วมาถอดถุงเท้ารองเท้าในห้องแอร์นะ ห้องแทบแตก
อีกอย่างเท้าเหม็นไม่ใช่สไตล์ ถึงจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับใครๆ ก็ได้แต่นี่เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี
ลองไปดู 2สเต็ปเหล่านี้ที่เรานำมาฝากกัน
จัดการกับเท้าเราก่อน
รักษาความสะอาดเป็นพิเศษกว่าที่เคย ให้ล้างน้ำ ถูสบู่ แล้วขัดถูทุกซอกมุมอาจใช้หินขัดเท้าร่วมด้วย
เช็ดเท้าให้แห้งทุกครั้งที่ล้างเท้าหมั่นทาครีมบำรุงผิวเท้าหรือวาสลีนเพื่อให้เท้านุ่มชุ่มชื้น
ไม่ใส่ถุงเท้า รองเท้า ขณะที่ครีมบำรุงยังชุ่มอยู่เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มความอับชื้น
รักษาเท้าให้แห้งอยู่เสมอ
ถ้าเท้าเปียกชื้นให้หาแป้งฝุ่นหรือผงดับกลิ่นเท้ามาทาให้ทั่วก่อนใส่ถุงเท้าเพราะจะช่วยดูดซึมความชื้นได้ดี
สเปรย์สมุนไพร สเปรย์ระงับกลิ่นเท้าก็ช่วยได้สปาเท้าด้วยสูตรจากธรรมชาติ เช่น แช่เท้าในน้ำที่ใส่สารส้มแบบก้อน
ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หรือด่างทับทิมผสมน้ำอุ่น
ระหว่างที่แช่เท้าก็ขัดถูเท้าไปด้วย นอกเหนือจากนี้ก็มีเบคกิ้งโซดาผสมน้ำพอข้น
หรือน้ำส้มสายชู 1/3 ถ้วยต่อน้ำอุ่น 1 กะละมังเล็ก ก็สามารถนำมาผสมกับน้ำแล้วแช่เท้าได้เหมือนกัน
น้ำยาเดทตอล หรือน้ำยาบ้วนปากก็นำมาผสมน้ำแช่เท้าได้ ให้ใช้ประมาณ 2-3 ฝาผสมกับน้ำ
ระหว่างที่แช่เท้าก็ใช้แปรงทำความสะอาดขัดไปด้วย เมื่อใช้เป็นประจำก็จะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ดี อีกทั้งยังลดปัญหาเท้าเหม็นได้อีกด้วย
ถุงเท้า จัดการยังไง
ซักถุงเท้าให้สะอาดอยู่สม่ำเสมอ ไม่นำถุงเท้าที่ใส่แล้วมาใส่ซ้ำอีกรอบ
นอกจากนี้ต้องตากถุงเท้าให้แห้ง เพราะแบคทีเรียที่สะสมจะเป็นตัวการการเกิดกลิ่นเหม็น
และถ้าพอมีเวลาให้นำถุงเท้าไปแช่น้ำอุ่นหรือน้ำผสมผักซักฟอกก่อนซัก 30 นาทีเพื่อฆ่าเชื้อโรค
เลือกถุงเท้าที่เป็นผ้าฝ้าย 100% เพราะจะช่วยระบายอากาศได้ดี
สวมใส่ถุงเท้าที่ขนาดพอเหมาะ ไม่คับจนเกินไป เพราะทำให้ระบายอากาศได้น้อย
หากต้องสวมใส่รองเท้ากีฬา หรือรองเท้าหุ้มส้นที่ปิดหัวปิดท้ายควรสวมใส่ถุงเท้าด้วยทุกครั้ง
เมื่อนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ ให้ถอดถุงเท้า รองเท้าออก เพื่อลดกลิ่นอับชื้น…

Categories: สุขภาพ

ลึกแต่ไม่ลับ!4อาหารทดแทนเนื้อสัตว์ที่ดีต่อสุขภาพ

No Comments

ขนุน
เราคุ้นเคยกับผลไม้ชนิดนี้เป็นอย่างดี โดยนิยมกินเนื้อสุกของขนุน
จนทำให้อาจไม่ตระหนักว่า
แท้จริงแล้วผลไม้ชนิดนี้เป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีโปรตีนสูงเป็นอย่างมาก
และเนื่องจากขนุนมีลายเส้นของไฟเบอร์คล้ายกับเนื้อสัตว์
ทำให้เวลารับประทานแล้ว จะมีความรู้สึกเหมือนกับกำลังกินเนื้อสัตว์
รวมทั้งได้โปรตีนสูงไม่แพ้เนื้อสัตว์ โดยขนุนดิบ 154 กรัม มีโปรตีนอยู่ถึง 5.4 กรัม
ขนุนยังมีสารอาหารสำคัญอย่างแคลเซียมในปริมาณสูงถึง56 มก. ธาตุเหล็ก 1.0มก.
และวิตามินซีที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง
เช่นเดียวกับเส้นใยอาหารในขนุนที่ช่วยการย่อยอาหาร
และทำให้สุขภาพหัวใจดีขึ้น
เห็ด
เห็ดถือเป็นซูเปอร์ฟู้ดสำหรับคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ โดยเห็ด 100 กรัมมีโปรตีน 3.1
กรัม เห็ดมีเนื้อสัมผัสที่นำมาทำอาหารได้หลากหลาย
และมีการศึกษาชิ้นหนึ่งที่สนับสนุนโดย Mushroom Council ในสหรัฐฯ ที่ชี้ว่า
การกินเห็ดอาจทำให้รู้สึกพึงพอใจและอิ่มได้มากกว่าเนื้อ เห็ดยังมีแคลอรี่ต่ำ
และสารอาหารสูง ที่สำคัญก็อย่างเช่นโพลีแซคคาไรด์
ที่กระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกัน ช่วยยับยั้งการสร้างเอนไซม์บางชนิด เช่น
อะโรมาเทส (aromatase) ที่ร่างกายใช้เพื่อสร้างเอสโตรเจน
ซึ่งนี่อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม
เห็ดยังมีไนอะซินและวิตามินบีอื่นๆ ซึ่งเป็นสารอาหารที่มักพบในเนื้อสัตว์
และไม่ค่อยพบในพืช แต่เห็ดเป็นแหล่งวิตามินบีที่สำคัญของคนกินเจ
ถั่วเปลือกแข็งและธัญพืช
อาหารในกลุ่มนี้อย่างเช่น วอลนัต อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดเจีย
เมล็ดแฟล็กซ์ เป็นแหล่งสำคัญของไขมันที่ดีต่อสุขภาพ เส้นใยอาหาร วิตามิน
แร่ธาตุ และช่วยป้องกันโรคเรื้อรังได้มากมาย การศึกษาเมื่อปี 2017 ในวารสาร
Journal of the American College of Cardiology พบว่า การกินถั่วในปริมาณสูง
สัมพันธ์กับการลดลงของความเสี่ยง ในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ถั่วต่างๆ
ล้วนมีปริมาณโปรตีนสูง เช่น ในปริมาณ 100กรัม เลนทิลมี โปรตีน 9 กรัม วอลนัต
มีโปรตีน 15กรัม เม็ดมะม่วงหิมพานต์ มีโปรตีน 18 กรัม และอัลมอนด์ มีโปรตีนถึง 21 กรัม
ถั่วเมล็ดและพืชตระกูลถั่ว
ทั้งพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วพู ถั่วแขก หรือถั่วเมล็ด เช่น ถั่วแดง
ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ฯลฯ
ทั้งหมดล้วนให้ทั้งโปรตีนและสารอาหารที่อาจขาดไปในอาหารเจ เช่น
ธาตุเหล็ก หรือโฟเลต ถั่วเมล็ดพวกนี้หากนำมาแช่ก่อน 8-24
ชั่วโมงก่อนปรุงอาหาร และปล่อยให้เมล็ดถั่วงอกออกมาเล็กน้อย
การงอกของเม็ดถั่วพวกนี้จะช่วยให้ปริมาณสารอาหารเพิ่มมากขึ้น
โดยในปริมาณ 100 กรัม ถั่วลูกไก่ (ชิคพี) มีโปรตีน 19 กรัม ถั่วดำ มีโปรตีน 21 กรัม
และถั่วแดงหลวง มีโปรตีนสูงถึง 24 กรัม…

Categories: สุขภาพ

เทคนิคการดูแลสายตา

No Comments

ดวงตาคือสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต และเป้นอวัยวะที่เปราะบางมากที่สุด หากดวงตาไม่ดีหรือใช้งานไม่ได้แล้ว
การใช้ชีวิตประจำวันคงต้องเกิดปัญหาอย่างมาก วันนี้จึงมาแนะนำการถนอมดวงตา เพื่อให้ดวงตามีสุขภาพดี
1.กระพริบตาบ่อยขึ้น
อาการตาแห้งส่วนใหญ่มักเกิดจากดวงตาเรากระพริบตาน้อยลง จนทำให้ตาเราแห้ง ขาดความชุ่มชื่น
อัตราการกระพริบตาจะลดลงโดยอัตโนมัติจาก 20 – 22 ครั้ง ต่อนาที เหลือเพียง 6 – 8 ครั้งต่อนาที เพราะฉะนั้น
อย่าลืมกระพริบตาบ่อยๆ หรือใช้น้ำตาเทียมช่วยหยอดตาเพิ่มความชุ่มชื้นได้
2.ประคบเบาๆ รอบดวงตา
ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือแตงกวาแช่เย็น วางไว้บนดวงตา ประคบเบาไปรอบดวงตา พร้อมหลับตาสัก 2- 3 นาที
ทำ 2 เวลา ก่อนพักเที่ยง หลังเลิกงาน จะช่วยให้ดวงตาเราสบายสดชื่นขึ้น
3.บริหารดวงตา
จ้องไปที่บริเวณปลายปากกาตลอดเวลา ค่อยๆ
เลื่อนปากกาเข้ามาใกล้ดวงตาจนกระทั่งเห็นปลายปากกาเป็นภาพซ้อน จ้องปลายปากกาทิ้งไว้สักครู่
แล้วจึงเลื่อนปลายปากกาให้สุดมืออีกครั้งช้าๆ ทำซ้ำไปมาประมาณ 40 รอบต่อครั้ง ประมาณ 5 ครั้งต่อวัน
4.ใส่คอนแทคเลนส์ให้ถูกวิธี
หากต้องใส่คอนแทคส์เลนส์ ควรใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กระจกตา รวมถึงหลีกเลี่ยงลม
หรือเครื่องปรับอากาศ ไม่ให้กระทบบริเวณดวงตาหรือใบหน้า
5.ใช้กฏ 20-20-20
ใช้กฏ 20-20-20 คือ ทำงาน 20 นาที พักสายตามองไกลๆ ไป 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที
ทำแบบนี่วนไปเป็นประจำ จะช่วยถนอมสายตาได้ดียิ่งขั้น
6.ตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละครั้ง
การตรวจเช็กสุขภาพตาที่โรงพยาบาลประจำปี เพื่อวัดความดัน เช็กจอประสาทตาและความผิดปกติ เพราะโรคตา
บางทีอาจแสดงอาการไม่รุนแรง ถ้าตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะสามารถรักษาได้ทันท่วงที
7.อย่าใช้งานหน้าจอติดต่อกันนานเกินไปในแต่ละวัน ควรสังเกตว่าการใช้งานหน้าจอนานเท่าใด ที่ทำให้รู้สึกตาล้าและมีตาพร่าได้
อาหารที่ดีต่อสุขภาพดวงตา เช่น
1.ผักโขม หรือผักใบเขียวเข้มอื่น ๆ
2.ปลาแซมอน ปลาทูน่า หรือเนื้อปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูง
3.ไข่ ถั่ว โปรตีนที่ไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์
4.ส้ม ผลไม้หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว
5.หอยนางรม เนื้อหมู สัตว์ปีก
6.ธัญพืช
7.ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม ซึ่งมีสารเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท
อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากการรับประทานในสัดส่วนที่เหมาะสม
ในแต่ละสัปดาห์ควรมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ห่างไกลจากโรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันสูง หรือโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งตัวโรคอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อดวงตา หรือมีปัญหาสายตาในอนาคต…

Categories: สุขภาพ

5 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการ “ช่วยตัวเอง”

No Comments

มีผลวิจัยออกมาว่า การช่วยตัวเอง มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่หลายๆ คนก็ยังมีข้อสงสัย หรือเข้าใจผิด เกี่ยวกับการช่วยตัวเองอยู่ วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจเหล่านั้นกัน
1. ช่วยตัวเองหลายครั้ง ถือว่าผิดปกติ การช่วยตัวเองหลายๆ ครั้งต่อสัปดาห์ หรือหลายครั้งเกินไป เป็นการกระทำที่มากเกินไป การช่วยตัวเอง 1 ครั้งต่อวัน แต่สุขภาพยังคงแข็งแรงดีอยู่
ไม่ได้เป็นอะไร ก็ถือว่าไม่มีผลกระทบต่อร่างกาย แต่ถ้าหากช่วยตัวเองจนมีผลกระทบกับส่งผลกระทบต่องาน ชีวิตประจำวัน และกระทบต่อความสัมพันธ์ เช่น ไม่อยากมีอะไรกับแฟน ถ้าเป็นถึงขั้นนี้คุณต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน
2. แฟนช่วยตัวเอง แสดงว่าเขาไม่อยากมีอะไรกับเรา ความจริงแล้ว หนุ่มๆ มักจะช่วยตัวเองอยู่ตลอด คนที่เป็นแฟนไม่ต้องกังวลไป เพราะบางทีที่เขาช่วยตัวเองก็เพื่ออยากจะ ผ่อนคลาย เพื่อบรรเทาความเครียด หรือเพื่อให้นอนหลับสบายเท่านั้นเอง
3. การช่วยตัวเอง เป็นเรื่องไม่ดี ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี การช่วยตัวเองเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ หรือไม่ควรทำแต่อย่างใด และคุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด หรือรู้สึกอาย เวลาช่วยตัวเอง
เพียงแต่แค่คุณต้องรู้สถานที่ทำการช่วยตัวเองเท่านั้นเอง ไม่กระทำในที่สาธารณะ หรือในที่โล่งแจ้ง
4. แต่งงานแล้ว ห้ามช่วยตัวเอง ความเชื่อที่ว่าแต่งงานแล้ว ห้ามช่วยตัวเองนั้น เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะผู้คนส่วนใหญ่จะช่วยตัวเองไปตลอด แม้แต่ผู้ที่มีอายุมากแล้วก็สามารถทำได้
คนที่มีสามีภรรยาแล้วจะเข้าใจความรู้สึกเวลามีเพศสัมพันธ์ แต่ในบางคู่ต้องมีคนใดคนหนึ่งต้องการความเป็นส่วนตัว บางทีการช่วยตัวเองอาจจะเป็นแค่ การบรรเทาความเครียด เท่านั้นเอง
5. ช่วยตัวเอง อันตรายต่อร่างกาย การช่วยตัวเองไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดและไม่ได้ส่งผลอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด ทั้งหญิงและชาย แค่เป็นพฤติกรรมทางเพศที่ปกติของมนุษย์ทั่วไป การช่วยตัวเองนั้นอาจจะส่งผลต่อสุขภาพจิตของบางคนได้…

Categories: สุขภาพ

ของกินที่ไม่สมควรกิน หากไม่อยากปวดไมเกรน

No Comments

โรคไมเกรน จัดว่าเป็นโรคเรื้อรังประเภทหนึ่งลักษณะของการปวดหัวด้านเดียวรอบๆขมับหรือท้ายทอย บางบุคคลก็ปวดทั้งสองข้างบ่อยๆ 
จนถึงสร้างความทรมานและก็การใช้ชีวิตประจำวันไม่ใช้น้อย ซึ่งสาเหตุทำให้อาการแย่ลง ได้แก่ ความเครียด ลักษณะอากาศ สถานที่รวมทั้งมลพิษต่างๆ
แต่มีอีกหนึ่งต้นเหตุที่ทำให้ปวดไมเกรนได้แบบเดียวกัน ซึ่งก็คือการทานอาหารในทุกๆวัน จะมีของกินจำพวกไหนบางพวกเราไปดูกัน
1. 
แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เป็นตัวการที่นำไปสู่การปวดไมเกรน เป็นต้นว่า ไวน์ วิสกี้ เบียร์สดแชมเปญ อื่นๆอีกมากมาย 
การดื่มแอลกอฮอล์ในจำนวนมากยังสามารถก่อให้เกิดการเกิดภาวการณ์ขาดน้ำ และก็นำมาซึ่งการเกิดลักษณะของการปวดหัวได้ในที่สุด
2. 
คาเฟอีน คาเฟอีนมีอยู่ในเครื่องดื่มตัวอย่างเช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม และของกินหรือของหวานบางจำพวก ถ้าเกิดคุณปวดไมเกรน
ไม่สมควรดื่มคาเฟอีนมากเกินความจำเป็น อาจส่งผลให้กำเนิดลักษณะของการปวดหัวที่เกิดขึ้นจากฤทธิ์ของคาเฟอีนได้ในทางตรงกันข้าม คุณอาจจะจิบชาเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ จะช่วยลดลักษณะของการปวดหัวเฉพาะช่วงนั้นได้ด้วยเหมือนกัน
3. 
ชีสที่บ่มเป็นระยะเวลาที่ยาวนานในต่างประเทสนิยมทานชีสเป็นส่วนมาก เนื่องจากว่าพึงใจในรสของมัน แต่ว่ามีชีสชนิดหนึ่ง ที่ชื่อว่า อร์กอโซล่าชีส (บลูชีสคาเมมเบิร์ต
และก็เชดดาร์ชีส ที่เป็นตัวกระตุ้นของลักษณะของการปวดหัวไมเกรน แล้วก็ยังมีสารที่เรียกว่าสารไทรามีน เมื่อพวกเราบ่มซีสนานมากแค่ไหนสารตัวนี้ก็จะเพิ่มมากขึ้น
เมื่อพวกเราทานเข้าไปมากมายจะมีผลให้เกิดปฏิกิริยาส่งผ่านไปยังประสาทภายในร่างกาย ทำให้ปวดไมเกรนได้นั้นเอง
4. เนื่อ
สัตว์ดัดแปลง เหล่าบรรดาเนื่อสัตว์ดัดแปลง อย่างเช่น หมูแฮม เบคอน หรือ ไส้กรอกนั้นล้วนแล้วแต่มีสารไนเตรตรวมทั้งสารไนไตรต์เป็นส่วนประกอบเพื่อช่วยไม่ให้อาหารบูดเน่า 
รวมทั้งเป็นตัวการที่นำมาซึ่งลักษณะของการปวดหัวไมเกรนอย่างยอดเยี่ยม เนื่องจากของกินกลุ่มนี้มีส่วนประกอบของโซเดียมไนเตรทสูง

Categories: สุขภาพ

แก้วมังกร ผลไม้ซูเปอร์ฟู้ดที่ทานอย่างไรก็ได้ผลดี

No Comments

แก้วมังกร คือผลไม้เขตเมืองร้อนที่ให้พลังงานต่ำ แต่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง รสชาติอร่อย
ถูกจัดให้คือผลไม้ซูเปอร์ฟู้ดที่ทานอย่างไรก็ได้ผลดี ซึ่งคนไม่ใช่น้อยบางทีอาจจะยังไม่เคยทราบว่าเจ้าผลไม้ที่มีรูปร่างประหลาดตาอย่างแก้วมังกรนั้น
มีประโยชน์เช่นไร ด้วยเหตุนี้พวกเราก็เลยได้สะสมคุณประโยชน์ซึ่งมาจากแก้วมมังกรมาฝากกันแล้ว จะมีอะไรบ้างตามมามองเลย

1. กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน แก้วมังกรคือผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีที่มีความเข้มข้นสูง ก็เลยสามารถช่วยสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้
ในเวลาเดียวกันก็ช่วยกระตุ้นสารต้านอนุมูลอิสระให้ออกฤทธิ์ยับยังสารอนุมูลอิสระด้วยเหมือนกัน

2. ป้องกันโรคหัวใจ การทานแก้วมังการสามารถช่วยลดจำนวนคอเลสเตอรอลในเลือดได้ ก็เลยช่วยลดโอกาสในการเกิดเส้นเลือดอุดตัน
ส่งผลให้โอกาสในการเกิดโรคต่างๆเกี่ยวกับเส้นเลือดและหัวใจลดน้อยลงไปด้วย

3. ป้องกันโรคมะเร็ง นอกเหนือจากแก้วมังกรจะมีวิตามินซีที่เปรียบเหมือนภูมิต้านทานของร่างกายแล้ว
แก้วมังกรยังเป็นต้นกำเนิดของสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติด้วย อย่างเช่น สารแคโรทีน
ที่มีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งและช่วยลดความเสี่ยงสำหรับการเกิดโรคเนื้องอกได้อย่างดีเยี่ยม

4. ช่วยทำให้ระบบที่ทำหน้าที่สำหรับการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น แก้วมังกรคือผลไม้อีกประเภทหนึ่งที่อุดมไปด้วยเส้นใย
ก็เลยสามารถช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น โดยเหตุนี้ถ้าคุณทานแก้วมังกรอยู่เป็นประจำมั่นใจได้เลยว่าท้องผูกจะไม่เกิดขึ้นแน่ๆ

5. ต้านทานแบคทีเรียและเชื้อรา แก้วมังกรมีคุณประโยชน์สำหรับการต้านทานแบคทีเรียและเชื้อรา เพราะเหตุว่าแก้วมังกรสามารถเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาวได้
ซึ่งเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่ต่อต้านแบคทีเรียรวมทั้งเชื้อราต่างๆรวมทั้งขัดขวางไม่ให้แพร่ไป แถมยังช่วยกระตุ้นร่างกายให้ผลิตเซลล์ใหม่ขึ้นมาด้วย

สำหรับคนไหนที่ชื่นชอบการทานแก้วมังกรอยู่แล้วก็ควรจะทานให้เป็นประจำ เนื่องจากทานอย่างไรก้ไม่อ้วนแถมยังได้ประโยชน์ชนิดแบบเต็มๆอีกด้วย
ส่วนใครที่ยังไม่เคยลองทานก็สามารถหามาลองทานกันได้ การันตีว่ารสชาติอร่อยถูกปากแน่ๆ…

Categories: สุขภาพ

คอเลสเตอรอล ภัยร้ายในผู้สูงอายุ

No Comments

ภาวะคอเลสเตอรอลสูง เป็นภาวะที่สามารถพบเจอได้ ในผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่
ถ้าเรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูงมากเกินไปเป็นเวลานาน
ซึ่งการรักษาโดยทั่วไปก็คือการทานยาเพื่อควบคุมระดับไขมัน
หากมีปริมาณสูงเกินไปจะทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจขาดเลือด และโรคเลือดสมอง เป็นต้น
เนื่องจากไขมันในเลือดสูงจะทำให้เกิดการสะสมของไขมันตามผนังหลอดเลือดจน
ที่สุดหลอดเลือดจะแคบทำให้ออกซิเจนมาเลี้ยงบริเวณต่างๆไม่พอ
ชนิดของโคเลสเตอรอลที่ควรรู้
– HDL เป็นโคเลสเตอรอลที่ดี ช่วยป้องกันการสะสมของโคเลสเตอรอลตามผนังหลอดเลือดได้
– LDL เป็นโคเลสเตอรอลที่ไม่ดี แต่พบมากที่สุดในร่างกาย LDLจะสะสมตามผนังหลอดเลือด
– Triglyceride(TG) การมีLDLสูง ร่วมกับTGสูง จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้
ระดับค่าคอเลสเตอรอล
– ระดับที่ต้องการ : น้อยกว่า 200 mg/dL (ถือว่าเหมาะสม)
– ระดับปานกลาง : 200 – 239 mg/dL (เริ่มอันตราย)
– ระดับสูง : มากกว่า 240 mg/dL (อันตรายมาก)
ระดับค่าไตรกลีเซอไรด์
– ระดับที่ต้องการ : น้อยกว่า 150 mg/dL
– ระดับปานกลาง : 150 – 199 mg/dL
– ระดับสูง : มากกว่า 200 – 499 mg/dL
– ระดับสูงมาก : ตั้งแต่ 500 mg/dL ขึ้นไป
อาการของไขมันในเลือดสูง คอเลสเตอรอลสูง
ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แต่อาจพบไขมันสะสมบริเวณตา และผิวหนังเป็นผื่นนูนเล็กๆสีเหลืองได้
และจะแสดงอาการในกรณีมีภาวะแทรกซ้อนแล้ว เช่น อาการของโรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น
และเมื่อมีอาการจะแสดงอาการดังนี้
– คลื่นไส้ อาเจียน
– มีเหงื่อออกตามร่างกาย
– ปวดหัว วิงเวียน หน้ามืด
– ตาพล่ามัว มองเห็นไม่ชัด
– หายใจถี่ ชีพจรเต้นเร็ว ใจสั่น
– มีอาการอ่อนแรง เช่น หยิบจับของแล้วของหล่น
– ปวด แน่น เจ็บหน้าอก ร้าวไปยังบริเวณคอ กราม ไหล่ แขน
– มีปื้นสีเหลืองที่ผิวหนัง เช่น หนังข้อศอก หัวเข่าและฝ่ามือ
อันตรายที่เกิดขึ้นจากภาวะไขมันในเลือดสูง
1.ไขมันส่วนเกินจะไปตกตะกอนตามผนังของ เส้นเลือด ทำให้ผนังเส้นเลือดหนาและแข็ง จะทำให้ตีบตันได้ง่าย
ถ้าเป็นที่เส้นเลือดหัวใจจะทำให้เกิดหัวใจขาดเลือด
2.ถ้าเป็นที่เส้นเลือดที่เลี้ยงสมอง จะมีโอกาสทำให้เส้นเลือดตีบตันเกิดอัมพาต
3.ถ้าเส้นเลือดไปเลี้ยงบริเวณขาไม่พอ ทำให้เวลาเดินแล้วปวดน่อง
4.ตับอ่อนอักเสบ
การดูแลตนเอง
– ลดการกินอาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวสูง(มันสัตว์, เครื่องใน, ไข่แดง และของทอด เป็นต้น), ลดน้ำหนัก,ออกกำลังกาย
– การรักษาด้วยยา แพทย์จะเป็นผู้คำนวณความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง
หากมีความเสี่ยงสูงจะพิจารณาให้การรักษาด้วยยา อย่างไรก็ตามต้องทำควบคู่กับการดูแลตนเองเสมอ…

Categories: สุขภาพ

“สุขภาพดีแถมผิวสวย” ได้ด้วย “การดื่มน้ำ”

No Comments

หากอยากมีสุขภาพที่ดีทั้งทางร่างกาย จิตใจ และผิวพรรณ แล้วล่ะก็
การดื่มน้ำเปล่าถือเป็นกุจแจสำคัญที่จะทำให้เราได้ในสิ่งที่ต้องการ เพราะ 70เปอร์เซ็น ของร่างกายเราเป็นน้ำ
ซึ่งการดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายจะลงผลดีต่อร่างกายอย่างไรบ้าง
1. ลดอาการปวดหัว
หากมีอาการปวดหัวให้จิบน้ำอุ่นบ่อยๆ จะช่วยให้เลือดลมไหวเวียนดี
ส่งผลให้อาการปวดหัวทุเลาลงไปได้
นอกจากนั้นยังสามารถใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นมาประคบไว้ที่ขมับเพื่อบรรเทาอาการปวดหัวได้อีกทาง
2.ช่วยระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
น้ำมีส่วนช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
เพราะน้ำจะช่วยลำเลียงอาการและสารอาหารต่างๆ
แต่ควรดื่มน้ำก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที
และดื่มอีกครั้งหลังทานอาหารผ่านไปแล้ว 40 นาที
3. กระตุ้นการเผาผลาญ
สำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ แนะนำให้ดื่มน้ำที่มีอุณหภูมิปกติ
เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญอาหารได้เป็นอย่างดี
ซึ่งจะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ง่ายขึ้น
4. ช่วยลดน้ำหนัก
เพราะการดื่มน้ำช่วยให้ราอิ่มท้อง และบรรเทาความหิวได้
ทำให้เรากินอาหารได้น้อยลง
5. บำรุงหัวใจ
การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จะช่วยป้องกันอาการเลือดข้น
ซึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือด
6. ผิวสวยหน้าใส
การที่ผิวของเราแห้ง ลอก หรือมันมากกว่าปกติ
ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการที่ผิวขาดน้ำ
ซึ่งสามารถแก้ได้ด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการนั้นเอง
7. สดชื่นมีพลัง
เวลาที่รู้สึกว่าสมองเหนื่อยล้าจากการใช้งานหนัก หรือเสียเหงื่อจากการทำงานนานๆ
เพียงแค่ลองดื่มน้ำก็จะช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นมาได้
โดยน้ำที่แนะนำให้ดื่มควรเป็นน้ำสะอาดเพราะร่างกายจะสามารถนำไปใช้ได้ทันที
8. อารมณ์ดี
เมื่อเรามีผิวดี สุขภาพดี แล้ว จิตใจของเราก็จะดีตามไปด้วย
เพราะทุกอย่างในร่างกายถูกเชื่อมโยงกันไว้ด้วยกันหมด…

Categories: สุขภาพ

ใครนอนไม่ค่อยหลับ มาทำความรู้จักมะเขือเทศ

No Comments

มะเขือเทศ จัดเป็นผลไม้ตามคำนิยามของหลักทางพฤกษศาสตร์
เพราะผลไม้คือส่วนของรังไข่ที่เจริญเติบโตเต็มที่ของพืชดอก
ส่วนผักคือพืชที่กินได้ของพืชล้มลุก ไม่ว่าจะเป็นราก ใบ ก้าน หัว หน่อ ดอก
ซึ่งโดยปกติแล้ว คนส่วนมากมักเข้าใจผิดว่า มะเขือเทศ คือผัก เพราะนำไปใช้ประกอบอาหารกันเป็นส่วนใหญ่
และมักคิดว่าผลไม้คือสิ่งที่ให้ความหวาน โดย มะเขือเทศที่นิยมรับประทานในประเทศไทย คือ มะเขือเทศสีดา และ มะเขือเทศราชินี
แถม มะเขือเทศ ยังถือเป็นผลไม้ที่คนทั่วโลกนิยมรับประทานกันมากที่สุด
โดยนิยมรับประทานกันมากกว่าผลไม้ยอดนิยมอันดับ 2 อย่าง
กล้วย มากถึง 16 ล้านตันต่อปี ส่วนผลไม้อันดับ 3 คือ แอปเปิ้ลและ ส้ม เท่านั้นไม่พอ มะเขือเทศ
ยังมีประโยชน์มหาศาลซ่อนอยู่ในผลสีกลมแดง เพราะเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด
อาทิเช่น วิตามินซี วิตามิเอ วิตามินเค วิตามินพี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก
โดยมะเขือเทศขนาดปานกลาง จะมีปริมาณของวิตามินซีครึ่งหนึ่งของ ส้มโอ ทั้งลูก
และมะเขือเทศหนึ่งผลมีปริมาณวิตามินเอ ที่ร่างกายต้องการจำนวน 1 ใน 3 ของวิตามินเอ
ที่ร่างกายต้องการต่อวันเลยทีเดียวนอกจากนี้ มะเขือเทศ ยังมีสารจำพวกไลโคปีน แคโรทีนอยด์
เบตาแคโรทีน และ กรดอะมิโน ทำให้ถูกจัดเป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย เช่น ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด ขับปัสสาวะ รักษาความดัน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม น้ำมะเขือเทศที่เราคั้นสดๆจะดีกว่าน้ำมะเขือเทศขวดหรือกล่องและไม่ควรเลือกรับประทานมะเขือเทศดิบ
เพราะอาจจะเป็นผลเสียต่อร่างกายมากกว่าจะได้รับประโยชน์ แต่การกินมะเขือเทศในปริมาณมาก ไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด
ตามการรายงานจากผลวิจัยระบุว่าการรับประทานมะเขือเทศให้ได้ 10 ครั้งต่อสัปดาห์
ถือว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากเพราะจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อย่างมาก และดีต่อสุขภาพผิวอย่างเห็นได้ชัดเจน
สำหรับสาวๆ ที่รักสวยรักงามมะเขือเทศจึงเป็นผลไม้ที่ขาดไม่ได้ เช่นเดียวกับผู้ที่มีปัยหาเรื่องการนอนหลับ
การดื่มน้ำมะเขือเทศก่อนนอนจะช่วยให้หลับง่ายขึ้นอีกทั้งยังได้สุขภาพดี หน้าตาสดใสและสมองปลอดโปร่งติดตัวเป็นของแถมด้วย
ซึ่งการดื่มน้ำมะเขือเทศให้ได้ประโยชน์ควรดื่มก่อนทานอาหารในช่วงท้องว่าง หรือดื่มหลังอาหารทันที
จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมไลโคปีนได้ดีมากขึ้นแต่อย่างที่บอกว่าไม่ควรทานแบบดิบ และไม่ควรเกิน 2 แก้วต่อวัน
เช่นเดียวกับผู้ที่กำลังป่วยเป็นโรคไตหรือผู้มีโพแทสเซียมในเลือดสูง ก็ไม่ควรทานเด็ดขาด…

Categories: สุขภาพ