หมวดหมู่: สุขภาพ

ลำดับการลงครีมบำรุงผิวก่อนนอน

No Comments

ลำดับขั้นตอนการทาครีมบำรุงผิวหน้าที่ถูกต้องเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากที่ใครหลาย ๆ คนมองข้าม และยังเข้าใจผิด ๆ
ว่า ถ้าใช้ครีมบำรุงผิวที่ดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเริ่มทาครีมอันไหนก่อนตรงส่วนไหนของผิวหน้าก่อน หรือหลังก็คงไม่แตกต่างกันหรอก
ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างร้ายแรงการทาครีมบำรุงผิวหน้าผิดลำดับก่อนหลัง
อาจเป็นต้นเหตุทำให้ครีมบำรุงผิวลดประสิทธิภาพลงทำให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้านั้น ๆ เห็นผลน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น
อาจทำให้สุขภาพผิวของเราเสีย ผิวแห้ง หรือแพ้ครีมบำรุงผิวหน้าได้ดังนั้นลองอ่านคำแนะนำเหล่านี้ และปรับใช้ให้ถูกต้องกันนะคะ
สำหรับ วิธีเรียงลำดับการทาครีมบำรุงผิวหน้านั้น
เริ่มจากครีมบำรุงผิวหน้าที่มีเนื้อเบาบางก่อน แล้วค่อยทาครีมเนื้อหนักทีหลัง
(ในส่วนของครีมบำรุงผิวหน้าเนื้อหนักและครีมบำรุงผิวหน้าเนื้อเบาเป็นแบบใด หรือเราจะรู้ได้อย่างไร
มีวิธีการสังเกตได้จากการสัมผัสเนื้อครีมนั้นเองเพราะดูจากความแตกต่างว่าครีมตัวไหนเหนอะหนะ เวลาทาแล้วหนักผิว
หรือครีมบำรุงผิวหน้าตัวใดที่ทาแล้วรู้สึกบางเบากับผิวมีการซึมเข้าสู่ผิวเราได้ดีกว่า)
และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการรักษาลงไปก่อนแล้วจึงตามด้วยการทาผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับบำรุงผิวหน้า
วิธีเรียงลำดับการใช้ครีมบำรุงผิวหน้าที่ถูกต้อง
1. เริ่มจากการใช้บูสเตอร์ และอายครีมก่อนเป็นลำดับแรกสุดเสมอ
2. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการรักษา เช่น ทายาแต้มสิวอักเสบเฉพาะจุด
และเว้นการทาครีมบำรุงผิวหน้าทุกชนิดตรงบริเวณที่ทายาลดสิว
ในส่วนของครีมบำรุงผิวหน้าในกลุ่มผลัดผิว เช่น บีเอชเอ (BHA), เอเอชเอ (AHA)
หรือ หรือครีมบำรุงผิวประเภทพวกทรีทเม้นท์ เช่น เรตินอล (Retinol)ให้ทาก่อนพวกมอยส์เจอไรเซอร์
3. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับบำรุงผิวหน้า ครีมบำรุงผิวในกลุ่ม Anti – Aging,
Whitening, Moisturizer ถ้ามีครีมบำรุงผิวเนื้อเบาให้ทาก่อน โดยเริ่มจาก Serum &
Essence & Concentrate ตามลำดับ
4. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับบำรุงผิวหน้า ครีมบำรุงในกลุ่ม Anti – Aging, Whitening,
Moisturizer ถ้ามีครีมบำรุงผิวเนื้อหนักให้ทาทีหลัง เช่น Cream & Lotion & Emulsion
ดังนั้นก่อนการใช้ครีมบำรุงผิวหน้าตัวไหนก็ตามควรจะทำความเข้าใจหน้าที่ของครีมแต่ละตัวให้ดีเสียก่อน
เพื่อจะได้ไม่เสียเงินซื้อครีมบำรุงผิวหน้ามามากเกินความจำเป็นให้พิจารณาตามความต้องการของผิวหน้าแล้ว
อย่าประโคมครีมทั้งหมดลงบนผิวหน้าเยอะมากเกินไป เพราะยิ่งทามากผิวหน้ายิ่งอุดตัน และทำให้เกิดสิวได้ เพราะการทาครีมบำรุงผิวเยอะ ๆ
ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปสำหรับวิธีการทาครีมบำรุงผิวหน้าที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อให้ครีมบำรุงผิวหน้าทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด…

Categories: สุขภาพ

หากกัญชาถูกกฎหมายในไทย

No Comments

ปัจจุบันในประเทศไทย กัญชาถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตาม
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522
ซึ่งมีโทษทางอาญากับผู้เสพและผู้ครอบครอง
โดยไม่มีการอนุญาตให้นำมาใช้ในทางการแพทย์ แต่ล่าสุดนิด้าโพล
ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “กัญชา ประโยชน์หรือโทษ” จำนวน
1,250 หน่วยตัวอย่าง และเมื่อถามถึงการทราบหรือเคยได้ยิน
เกี่ยวกับประโยชน์ของกัญชา ที่สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคได้
พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ระบุว่า ทราบและเคยได้ยินถึง 68.24%
ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีกฎหมายเฉพาะ ให้ใช้กัญชาเป็นยารักษาโรค
โดยถูกกฎหมายในอนาคต พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 72.40% เห็นด้วย
เพราะกัญชามีประโยชน์หลายอย่าง น่าจะใช้ในการรักษาโรคได้
ถ้านำมาใช้กับทางการแพทย์ ก็คาดว่าน่าจะเกิดประโยชน์อย่างมากและต่างประเทศก็ทำกัน
และก็มีได้รวบรวมประโยชน์และโทษของกัญชา มาให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจกัน
รวมถึงข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีประเทศใดบ้างที่กัญชาถูกกฎหมาย
สามารถนำมาใช้ในทางการแพทย์ได้
และสำหรับประเทศไทยแล้วข้อเสนอแนะของประชาชนที่ทำผลการสำรวจทั้งหมด
1,250 คน จะมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง
หากในอนาคตประเทศไทยจะทำให้กัญชานั้นถูกกฎหมาย เพื่อการรักษาโรค

ประโยชน์ของกัญชา ในทางการรักษาโรค
-ในทางการแพทย์ กัญชาถูกนำไปผสมกับอาหาร เพื่อช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร
-จากการศึกษาของสำนักปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติอเมริกัน พบว่า
กัญชามีสรรพคุณในการฆ่าเซลล์มะเร็ง และทำให้เนื้อร้ายในสมองเหี่ยวลดลงได้
-สาร Cannabinoids ในกัญชา ช่วยปรับสมดุลต่างๆ ในร่างกาย
ทำให้ผู้ใช้ลดการแสดงพฤติกรรมรุนแรงในทางด้านอารมณ์ได้
(หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม)
-ในแคนาดามีการใช้สเปรย์ที่มีส่วนผสมของ Cannabinoid
เพื่อรักษาโรคที่เกิดจากการอักเสบของสมองและไขสันหลัง

โทษของกัญชา
มีฤทธิ์กระตุ้นและกดประสาท ทำให้มีอาการเซื่องซึม
หากใช้ในปริมาณมากจะหลอนประสาท ทำให้เห็นภาพลวงตา หูแว่ว หวาดระแวงและควบคุมตัวเองไม่ได้
ทำให้สมองและความจำเสื่อม เกิดความสับสน วิตกกังวล มีปัญหาในการตัดสินใจ
มีฤทธิ์ทำลายสมรรถภาพทางกาย ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมและอ่อนแอ
มีฤทธิ์ทำลายความรู้สึกทางเพศ ทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในชายลดลง
หากใช้กัญชาเป็นระยะเวลานาน จะนำมาซึ่งภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
และก่อให้เกิดความผิดปกติของหัวใจ ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว…

Categories: สุขภาพ

กะเพรา อาหารสิ้นคิด ชีวิตมีความสุข

No Comments

กะเพรา คือ ผักที่คนไทยนิยมนำมาประกอบอาหารเป็นเมนูจานเด็ดอย่างเช่น
ผัดกะเพรา ซึ่งเมนูนี้หลายคนมักจะทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆพร้อมด้วยไข่ดาวอยู่เป็นประจำ
ว่าแต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าประโยชน์ของกะเพรามีอะไรบ้าง
กะเพรา สมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์โดยเป็นพืชผักที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย
ผู้คนมักนำมาใช้เป็นยาอายุรเวชเพื่อปรับสมดุลของความเครียดที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย
ทั้งนี้ยังมีการนำ กะเพรา มาใช้ในการรักษาอาการป่วยต่างๆอีกด้วย
เนื่องจากสรรพคุณทางยาของกะเพรานั้นมีมากมายไม่ว่าจะช่วยรักษาไข้หวัด โรคหอบ หลอดลมอักเสบ โรคเบาหวาน อาการปวดหู
ปวดศีรษะ และอาการภายในท้อง รวมทั้งมีความเครียด
ที่สำคัญยังช่วยต้านพิษงูและแมงป่องอีกทั้งยังสามารถนำมาใช้ในการไล่ยุงได้
สำหรับคุณค่าทางโภชนาการของกะเพราก็อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารมากมาย
ไม่แพ้พืชสมุนไพรชนิดอื่นเลยทีเดียว ซึ่งได้แก่ เบต้าแคโรทีน7,857 ไมโครกรัม วิตามินซี 22 มิลลิกรัม
และยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินเอ ฟอสฟอรัสและสารอื่นๆ
นอกจากการปรุงแต่งรสชาติอาหารให้ยิ่งหอมอร่อยอย่างมีเอกลักษณ์แล้ว กะเพรา ยังเป็นผักที่ให้คุณประโยชน์แก่ร่างกายมากมาย
โดยประโยชน์และสรรพคุณทางยาของกะเพราก็มีดังนี้
ใบกะเพรามีประโยชน์ช่วยแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยได้เป็นอย่างดีโดยการตำใบกะเพราผสมเข้ากับเหล้าขาว
แล้วนำมาทาบริเวณที่ถูกสัตว์มีพิษกัดต่อยก็ช่วยแก้พิษได้แล้วทั้งนี้ไม่ควรนำส่วนผสมที่ได้มาทานเด็ดขาด
เนื่องจากจะมีสารยูจีนอลที่ทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร และยังอาจทำให้เกิดอาการโคม่าได้อีกด้วย
การทานใบกะเพราบ่อยๆ ในช่วงหลังคลอดจะช่วยให้คุณแม่มีน้ำนมที่มากพอต่อการให้ลูกน้อยได้ดื่ม
ทั้งนี้คุณแม่สามารถเอาใบกะเพรามาใส่ผสมลงไปในเมนูอาหารต่างๆ ได้ตามต้องการ สำหรับเมนูที่อยากแนะนำก็คือ แกงเลียง
ซึ่งคุณแม่สามารถใส่ใบกะเพราประมาณ 1 กำมือเข้าไปแค่นี้ก็จะช่วยให้รสชาติอาหารอร่อย
แถมยังช่วยเพิ่มน้ำนมให้คุณแม่หลังคลอดได้เป็นอย่างดี อีกทั้งใบกะเพรามีฤทธิ์ในการขับไขมันและน้ำตาล
ที่เป็นส่วนเกินออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้นไม่พอ กะเพรา ยังช่วยลดระดับของไขมันในร่างกาย
รวมทั้งช่วยลดระดับของน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้อีกเช่นกัน
ทั้งนี้ได้มีการทดลองใช้ใบกะเพราในการทดลอง
ผลปรากฏว่าระดับไขมันโดยรวมลดลง
ใบกะเพรา ถือเป็นผักที่มีสรรพคุณช่วยป้องกันมะเร็งได้ดีโดยได้มีการนำมาศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมา
และยังได้มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณทางยาของใบกะเพราว่าสามารถช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งในช่องปากได้
โดยได้มีการนำเอาสารสกัดชนิดน้ำและชนิดผงจากใบกะเพราแบบเข้มข้นและแบบอ่อนมาทดลองกับเซลล์มะเร็งช่องปาก
พบว่าสารสกัดทั้งสองนั้นมีฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็งในช่องปากได้อย่างมีนัยสำคัญ…

Categories: สุขภาพ

เทคนิคพื้นฐานเล่นฟุตซอลให้ถูกต้อง

No Comments

แน่นอนว่าการเล่นกีฬาเป็นทีมนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องมาเป็นอันดับแรก คือการที่เราต้องมีทีมเวิร์ค อย่างไรก็ตาม
สำหรับฟุตซอลนั้น นอกจากทีมเวิร์คแล้ว ด้วยขนาดสนามที่เล็กกว่า ฟุตบอลสนามใหญ่ ทำให้ยังมีรายละเอียดอื่นๆ
อีกมากมายเช่นกัน ที่เราต้องรู้ไว้ และนี่คือ 3 เทคนิค พื้นฐานเล่นกีฬาโต๊ะเล็กชนิดนี้ให้ถูกต้อง
เริ่มจาก เราต้องเล่นเป็นระบบ การเล่นเป็นระบบในทีนี้คือ เราต้องมีการยืนโซนเป็นระบบ เพราะอย่างที่เราทราบกัน
ขนาดสนามฟุตซอลนั้น จะเล็กกว่า สนามใหญ่พอสมควร ดังนั้นถ้าเรามีการยืนเป็นระบบ นอกจากเป็นเรื่องดีแล้ว
จะทำให้เราเซฟแรงไปด้วย โดยส่วนใหญ่นั้น การยืนจะเป็นในระบบ ถ้าตั้งรับจะยืนเป็น 3-1 ในทีนี้หมายถึง ตัวบน 1
คน , ข้างขวาและซ้าย 2 คน และ หลังสุด 1 คน ซึ่งมันจะเป็นการแบ่งพื้นที่ และ หน้าที่กันชัดเจน ขณะที่ตอนบุก
เราอาจจะใช้เป็น 3-1 เหมือนกัน แต่แค่เหมือนกลับหัว ไปยืนหน้า 1 คน ข้าง 2 คน และ ตัวหลัง 1 คนเพื่อไว้เซ็ตบอล
หรือจะเป็น 2-2 ก็ได้ นั่นคือหน้า 2 คน และ หลัง 2 คน
ต่อมาคือฟุตซอลนั้น ควรเล่นบอลบนพื้น เพราะถ้าจะให้โยนสาดยาวแบบสนามใหญ่นั้น มันเหมือนทำให้เราเล่นยาก
แต่ถ้าเราเล่นบอลบนพื้น เคาะไปเคาะมา มันจะทำให้เราเล่นง่ายกว่า การโยนยาว และ สุดท้าย ฟุตซอลนั้น
จากการที่สนามเล็ก มันเหมือนบีบให้เราต้องเล่นน้อยจังหวะที่สุด กล่าวคือ พยายามเล่นชิง 1-2 แล้วจบสกอร์
หรืออาจจะมากกว่านั้นก็ได้ แต่ก็พยายามเล่นให้น้อยจังหวะที่สุด
อย่างไรก็ตาม จากที่เรากล่าวมา ก็ไม่ได้แปลว่า นี่คือเทคนิตที่ถูกต้องที่สุด เพราะฟุตซอลนั้น
สไตล์แต่ละทีมไม่เหมือนกัน รวมถึงตัวโค้ชเอง บางทีมอาจจะเล่นในรูปแบบอื่น หรือ แท็คติตที่ต่างกันออกไป
ในส่วนนี้เราก็ต้องเคารพ แต่ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับเด็กๆที่เพิ่งหัดเล่นฟุตซอล ไม่มากก็น้อยสำหรับบทความนี้…

Categories: สุขภาพ

คอลลาเจนคืออะไร?

No Comments

คอลลาเจนเป็นโปรตีนหลักชนิดหนึ่งที่พบได้ ในเนื้อเยื่อของสัตว์ ซึ่งรวมกันแล้วคิดเป็น 25% ของน้ำหนักตัว
โดยธรรมชาติแล้วจะเป็นเส้นใยตาข่ายที่ยึดเนื้อเยื่อต่างๆ ของอวัยวะเข้าด้วยกัน
เปรียบได้กับกาวเนื้อเยื่อที่ยึดกันเข้าเป็นรูปทรง
ดังนั้นจึงพบได้ในเนื้อเยื่อทุกชนิดของร่างกาย และพบได้ทั้งในและภายนอกเซลล์
เป็นตัวที่ทำให้เกิดความแข็งแกร่งของเนื้อเยื่อ   ด้วยเหตุนี้จึงพบได้มากในพังผืด, กระดูกอ่อน, เอ็น,กระดูกและฟัน
ที่ผิวหนัง คอลลาเจนจะเป็นตัวที่ทำให้ผิวมีความแข็งแรงและยืดหยุ่น   ดังนั้น
ถ้าคอลลาเจนถูกทำลายจากสาเหตุอะไรก็ตาม ก็จะทำให้เกิดริ้วรอย ร่องลึกที่ผิวหนังได้
ในทางการแพทย์ ได้มีการนำคอลลาเจนมาใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกสาขา
โดยเฉพาะทางด้านศัลยกรรมความงามดังนี้
1. การใช้คอลลาเจนเพื่อความสวยงาม อาจจะมีปฏิกิริยาแพ้ได้ และทำให้เกิดผื่นแดงเป็นเวลานาน
ดังนั้นก่อนที่จะใช้ ควรทำการทดสอบการแพ้ก่อน
วิธีทดสอบการแพ้ ด้วยวิธีง่ายๆ คือ ให้ทาที่ผิวหนังบริเวณหลังใบหู หรือที่ผิวหนังด้านในของข้อพับแขน
ถ้ามีรอยแดงหรือมีอาการคันเกิดขึ้นใน 24 ชม. แสดงว่าอาจจะแพ้ได้
2. คอลลาเจนที่ใช้ทางการแพทย์ ส่วนใหญ่ได้มาจากหนังวัวรุ่น
(ที่ไม่มีปัญหาเรื่องเชื้อวัวบ้า)
ซึ่งผู้ผลิตส่วนใหญ่จะใช้วัวจากประเทศที่ไม่มีการแพร่ระบาดของเชื้อวัวบ้า เช่น ออสเตรเลีย
และนิวซีแลนด์ เป็นต้น
3. หนังหมูก็มีการนำมาใช้ผลิตคอลลาเจนกันมาก
เพื่อทดแทนปัญหาเรื่องความปลอดภัยจากเชื้อวัวบ้า โดยเฉพาะทำเป็นแผ่นชีตคอลลาเจน
ที่ใช้ในการผ่าตัด
4. ปัญหาจากการใช้คอลลาเจนจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น วัว เป็นต้น
ยังคงมีปัญหาเรื่องปฏิกิริยาการแพ้อยู่มาก
จึงมีการเลี่ยงไปใช้คอลลาเจนที่ผลิตจากหนังปลาหรือไข่ของปลาเทราท์
ทำให้ราคาของคอลลาเจนสูงมากเมื่อเทียบกับคอลลาเจนจากหนังวัวหรือหมู (เช่น
คอลลาเจนจากหนังวัวอยู่ที่ 400 – 2,000 บาท/ก.ก.   แต่ถ้าเป็นคอลลาเจนจากปลา
ราคาอาจจะสูงถึงก.ก.ละ 20,000 บาท!)
5. การใช้คอลลาเจนจากสัตว์ (แม้จะได้จากปลา) ก็ยังคงมีปัญหาเรื่องแพ้ได้
ปัจจุบันมีการเลี่ยงมาใช้คอลลาเจนที่ได้จากพืช ทำให้ปัญหาเรื่องแพ้ลดน้อยลง
แต่ก็มีราคาสูงเช่นกัน…

Categories: สุขภาพ

สุขภาพ.ความงาม.ลดเสี่ยง “มะเร็งลำไส้” ถ้าเลี่ยงอาหาร 6 ประเภทนี้

No Comments

“มะเร็งลำไส้” มีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นในทุกๆปี
ถือเป็นหนึ่งในชนิดของมะเร็งที่คนไทยเป็นมากที่สุดโรคหนึ่ง
โดยสาเหตุที่มะเร็งขึ้นนั้นอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือ “อาหาร”
เนื่องจากลำไส้นั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินอาหาร
และส่วนมากมะเร็งลำไส้นั้นมักจะเกิดบริเวณลำไส้ใหญ่
ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรเลือกรับประทานอาหารให้ถูกต้อง
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มะเร็งลำไส้ใหญ่เข้ามาทักทายในชีวิตของเรา 6
ประเภทอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
มาดูกันว่ามีอาหารประเภทใดบ้าง
1.อาหารหมักดองต่างๆ ในอาหารหมักดอง เช่น ปลาร้า ปลาส้ม แหนม
หมูส้ม หรือเนื้อสัตว์อื่นๆ ที่ผ่านกระบวนการหมักโดยมีดินประสิวเป็นส่วนประกอบ
เช่น กุนเชียง แฮม เนื้อเค็ม ไส้กรอก หากอดใจไม่ไหว อยากกินจริงๆ
ก็ควรทำให้สุกเสียก่อน เพื่อกำจัดสารไนโตรซามีนที่อยู่ในอาหารเหล่านั้นออกไป
2.อาหารสุกๆ ดิบๆ ไม่ว่าเนื้อหมู เนื้อวัว หรือเนื้อปลา
(โดยเฉพาะปลาน้ำจืดดิบ) ที่ไม่ผ่านกรรมวิธีการปรุงให้สุก
เพราะนอกจากจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้แล้ว
ยังแฝงด้วยโรคที่เกิดจากพยาธิอีกด้วย รวมถึงอาหารที่มีเชื้อรา เช่น ถั่วลิสงบด
พริกแห้ง กระเทียม
3.อาหารที่มีความเค็มจัด
แม้จะยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาหารที่มีรสเค็มจัดกับมะเร็งลำไส้ใหญ่
แต่ก็มีหลายทฤษฎีที่สนับสนุนถึงแนวคิดนี้
โดยผู้ใหญ่ควรจะรับประทานเกลือวันละไม่เกิน 6 กรัม ส่วนเด็กวันละไม่เกิน 3 กรัม
ต่อพลังงาน 1,000 กิโลแคลอรี
4.อาหารที่มีไขมันสูง ไม่ว่าจะเป็นจากของทอด ของผัดน้ำมัน
อาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ มันหมู ไขมันสัตว์ต่างๆ รวมถึงน้ำตาล ของหวาน
ก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นเดียวกัน
5.อาหารหรือขนมที่มีสีสันฉูดฉาด มีสีสันสดใสน่ารับประทาน
พึงระวังไว้ให้ดี
เพราะอาหารหรือขนมเหล่านี้อาจไม่ได้ใช้สีผสมอาหารในการปรุงแต่ง
แต่อาจเป็นสีย้อมผ้า ซึ่งประกอบไปด้วยสารพิษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครเมียม, ตะกั่ว,
ปรอท, สารหนู เจือปนอยู่ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งหากเกิดการสะสมภายในร่างกาย
6.อาหารรมควัน อาหารปิ้งย่าง หรือทอดจนไหม้เกรียม
แฝงไปด้วยสารก่อมะเร็งอย่างไนโตรซามีน สารกลุ่มพัยโรลัยเซต
และสารกลุ่มโพลีไซคลิกอโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (พีเอเอช)
ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่พบในเขม่าควันไฟ และไอเสียของเครื่องยนต์
ซึ่งว่ากันแล้วถือว่าเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกนี้
จึงควรรับประทานผักและผลไม้เพื่อให้ได้รับวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ
อย่างครบถ้วน รวมถึงสารพฤกษเคมี
ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยในการยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งได้
นอกจากนี้แล้วการออกกำลังกายและนั่งสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ
ซึ่งมีส่วนช่วยในการยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งเช่นเดียวกัน…

Categories: สุขภาพ