หมวดหมู่: ความงาม

หลีกเลี่ยงความชราให้มากที่สุด กับหลากเคล็ดลับชะลอความแก่

No Comments

มนุษย์เราเกิดมาก็ย่อมต้องเจอกับปัญหาความชรากันเป็นปกติ
แต่มันคงจะเป็นเรื่องดีกว่าถ้าหากว่าชะลอให้มันเกิดขึ้นช้าลง
และนี่ก็คือหลากเคล็ดลับที่จะช่วยให้มันเป็นเช่นนั้นได้

เริ่มแรกก็คือการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย
ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของมนุษย์เราจะสร้างมันขึ้นมาได้เอง
แต่ด้วยปัจจัยอะไรหลายๆ อย่างก็อาจทำให้ร่างกายผลิตมันออกมาได้น้อยลง
ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นที่สุดก็คือการเสริมสารต้านอนุมูลอิสระเข้าไปอีก
ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

สำหรับอาหารที่มีประโยชน์ซึ่งช่วยให้ร่างกายสร้างสารต้านอนุมูลอิสระขึ้นมาก็คือ
อาหารที่มีวิตามินอี, วิตามินซี และสังกะสี
ซึ่งการรับประทานอาหารในประเภทนี้อย่างเป็นประจำก็จะส่งผลต่อสภาพร่างกาย
ที่จะแก่ชราช้าลงด้วย

นอกจากเรื่องของอาหารแล้วก็ยังมีเรื่องของไลฟ์สไตล์
การใช้ชีวิตที่ถ้าปรับอะไรดูได้บ้างก็จะส่งผลต่อการชะลอความแก่
เริ่มต้นกันที่เรื่องของสภาพจิตใจกันก่อน
นั่นก็คือเราจำเป็นจะต้องเป็นคนที่มองโลกในแง่บวก
ไม่พยายามเก็บเอาความเครียดทั้งหลายทั้งปวงมาคิดให้รกสมอง
ถ้าหากว่าเราคิดลบจนเกินไปก็จะทำให้อารมณ์แย่ลงฝังรากลึกลงไปถึงจิตใต้สำนึ
ก ในระยะยาวก็จะส่งผลต่อไปยังเรื่องอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งความชราก็เป็นหนึ่งในนั้น

การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นกัน
เพราะจะทำให้ร่างกายได้มีโอกาสซ่อมแซมในส่วนที่สึกหรอ
ทางที่ดีก็ควรหลับให้ได้ราวๆ 7-8 ชั่วโมงเป็นประจำ
แม้ว่ามันอาจจะดูยากในสังคมสมัยนี้ที่มีกิจกรรมและมีภาระหน้าที่เยอะก็ตามที

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยให้เราแก่ช้าลงเช่นกัน
แต่ก็จะต้องควบคุมให้มีความเหมาะสม ไม่หักโหมจนเกินไป
เพราะว่าอาจกลายเป็นผลเสียได้
ให้ออกกำลังกายแค่พอรู้สึกว่าตัวเองได้เหงื่อได้เหนื่อยก็เพียงพอแล้ว

นอกเหนือไปจากนี้ก็ยังมีเรื่องของการบำรุงผิว การเสริมความสวยความงามต่างๆ
ซึ่งในสมัยนี้มีให้เปิดบริการกันมากมาย
นี่ก็เป็นปัจจัยที่จะช่วยชะลอความแก่ให้กับเราได้โดยตรง
แต่ก็ไม่ควรหวังพึ่งวิธีนี้แต่เพียงอย่างเดียว ควรทำอย่างอื่นควบคู่กันไปด้วย
เพื่อให้ส่งเสริมกันและกัน และให้เกิดผลดีที่สุด

แน่นอนว่าท้ายที่สุดแล้วเมื่อเราอายุมากขึ้น เราก็คงต้องแก่กันตามสภาพอยู่ดี
แต่ถ้าทำตามเคล็ดลับต่างๆ ที่แนะนำมาได้
มันก็คงเป็นเรื่องดีกว่าอยู่แล้วที่เราจะชะลอให้ความแก่ชรานั้นมาช้าลง
นี่แหละคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว…

Categories: ความงาม

ทำไมการลดไขมันส่วนพุงถึงยากที่สุด

No Comments

ไขมันส่วนพุง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
ไม่ใช่แค่เฉพาะคนอ้วนเท่านั้น คนผอมบางคนที่มีสัดส่วนบริเวณอื่นๆ
เล็ก แต่ทว่าพุงกับโต ซึ่งมีความเชื่อผิดๆ
กับการลดไขมันเฉพาะส่วนโดยเฉพาะพุง
เพราะจริงๆแล้วไม่สามารถทำได้ ต่อให้คุณออกกำลังกาย ซิกแพค
วันล่ะ 50-100 ครั้งก็ไม่สามารถเห็นซิกแพคได้
เนื่องจากว่าไขมันนั้นบดบังอยู่นั่นเอง
วันนี้เราจะมาพูดถึงกันว่าทำไม ไขมันส่วนพุงนั้นถึงลดยากมาก
รวมไปถึงเทคนิคการออกกำลังกายที่ถูกต้องที่ช่วยให้พุงลดลงด้วย

สำหรับการลดการสะสมไขมันในร่างกายนั้นมีขั้นตอนไปตามกระบวนก
ารเมื่อพลังงานนั้นมากเกินกว่าที่ร่างกายจะใช้หมด
ร่างกายจึงเปลี่ยนสภาพพลังงานเหล่านั้นมาเป็นพลังงานสะสม
ซึ่งพลังงานสะสมในร่างกายนั้นถูกเก็บส่วนใหญ่ๆในรูปของ
“ไขมันในร่างกาย” ซึ่งแบ่งย่อยได้เป็น ไขมันในกล้ามเนื้อ
ไขมันในผิวหนัง และ ไขมันในช่องท้อง เช่น
ในผู้ชายไขมันสะสมมากบริเวณท้อง หรือ พุง เอว หลังส่วนล่าง
ต้นขาบ้างประปรายตามลำดับ ในขณะที่ผู้หญิงจะสะสมไขมันที่ เอว
มากกว่าพุง และสะสมที่ต้นแขน ต้นขามากกว่าผู้ชาย
ให้เราจินตนาการง่ายๆ
เปรียบเสมือนว่าร่างกายของเรานั้นเป็นเหมือนกันสระว่ายน้ำ
ไขมันก็จะสะสมไปยังที่ต่างๆ แตกต่างกันไป
เรียกได้ว่าทุกส่วนของร่างกาย
และส่วนพุงนั้นเป็นจุดที่ลึกที่สุดของสระน้ำ
ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะลดไขมันเฉพาะส่วน
ถึงแม้ว่าคุณจะออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อส่วนท้องก็ตาม

เพราะร่างกายนั้นจะดึงพลังงานจากไขมันทุกส่วนออกมาใช้
ไม่ใช่แค่พุงอย่างเดียวเท่านั้น
ซึ่งพูดง่ายๆเลยคือเราไม่สามารถลดไขมันเฉพาะส่วนได้
แต่ว่าสามารถสร้างกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนได้
ส่วนคำถามแล้วจะทำอย่างไรให้พุงลด ซึ่งเรามีข้อแนะนำดังนี้
1.คุมอาหาร
อันดับแรกที่จะทำให้ไขมันในร่างกายลดลงคือการคุมอาหาร
เรื่องทานแต่ของที่ประโยชน์และต้องทานให้ครบ 5 หมู่
หลีกเลี่ยงอาหารประเภทของ มัน, ทอด น้ำตาล
ส่วนแป้งนั้นห้ามขาดต้องทานเสมอ
เพียงแค่ว่าควรที่จะลดจำนวนให้น้อยลง และเพิ่มโปรตีนกับผักเข้าไป
2.ออกกำลังกายคาร์ดิโอ

การคาร์ดิโอนั้นช่วยให้ร่างกายดึงไขมันออกมาใช้ได้มีประสิทธิภาพมาก
ที่สุด ซึ่งกิจกรรมง่ายๆ เช่นการเดินวันล่ะ 30 นาที, การวิ่งจ๊อกกิ้ง,
ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำ, เต้นแอโรบิค หรือ เวทคาร์ดิโอ
โดยใช้น้ำหนักตัวของเราก็ช่วยได้เช่นกัน
ซึ่งหากคุณทำตาม 2 ข้อเบี้องต้นนี้
รับรองว่าไขมันในร่างกายจะลดลงอย่างแน่นอน
แต่จะลดส่วนไหนก่อนอันนี้เป็นไปตามกรรมพันธ์ของแต่ล่ะคน
ซึ่งส่วนใหญ่มักจะลดที่หน้าก่อนตามด้วยแขนขา
และสุดท้ายคือพุงนั้นเอง…

Categories: ความงาม

ขิงสมุนไพรไทยที่อุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย

No Comments

อย่างที่เราทราบกันว่า ขิง นั้นคือพืชที่มีหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน
เป็นหนึ่งในสมุนไพรในการรักษาโรค,
เป็นเครื่องเทศหรือวัตถุดิบในการทำอาหาร
รวมไปถึงยังสามารถทำไปแปรรูปหรือเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางต่า
งๆ อาทิ สบู่ หรือ ครีม อีกด้วย
แต่ถึงแม้ว่า ขิง นั้นจะมีกลิ่นหอมฉุน แต่ใครหลายๆ
คนมักที่จะปฏิเสธการท่าน เนื่องจากว่ามันมีรสชาติที่เผ็ดร้อนและขม
ทำให้ไม่ค่อยจะถูกปากกันสักเท่าไหร่
แต่หารู้ไม่ไหวขิงนั้นจัดว่าเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างมากมาย
เราไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง
1.ช่วยลดอาการท้องอืด
โดยหลักๆ ประโยชน์ของ ขิง
นั้นจะช่วยในเรื่องของลดอาการท้องอืดเพราะขิงนั้นเป็นสมุนไพรที่มีฤท
ธ์ร้อนสามารถช่วยขับลมกระเพาะอาหารรวมไปถึงยังสามารถกระตุ้นกา
รทำงานของลำไส้ ช่วยให้ระบบของร่างกายนั้นทำงานได้อย่างเต็มที่
2.ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
สำหรับ ขิง
นั้นยังสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาห
วานได้ด้วย ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่า ผู้ที่รับประทานขิง
จะช่วยให้ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดนั้นดีขึ้น
แถมยังช่วยในเรื่องของการป้องกันโรคแทรกซ้อน
นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดระดับของ คอเลสเตอรอล ได้อีกด้วย
3.ลดอาการบาดเจ็บข้อเสื่อม
มีผลการวิจัยมากมายเกี่ยวกับ สมุนไพรชนิดนี้
ว่ามีสรรพคุณช่วยในการลดอาการบาดเจ็บของผู้ที่ป่วยเป็นโรคข้อเสื่อม
แต่ต้องใช้เวลาในการรักษาประมาณ 3 เดือนถึงจะเห็นผลอย่างชัดเจน

4.ลดอาการคลื่นไส้, เมารถ และ ปวดหัวไมเกรน
ด้วยความที่มีกลิ่นฉุนและรสชาติที่เผ็ดร้อน
ทำให้ช่วยในเรื่องอาการคลื่นไส้, อาเจียน หรือ เมารถต่างๆได้ด้วย
โดยมีงานวิจัย
พบว่าขิงสามารถช่วยป้องกันและบรรเทาอาการอาเจียนหลังจากการผ่า
ตัดและยังช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และอาเจียนในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เข้
ารับเคมีบำบัด ส่วนในเรื่องของอาการปวดหัวไมเกรน ขิง
จะช่วยในเรื่องของการบรรเทาอาการเจ็บปวดเพราะจะเข้าไปสกัดฮอร์โ
มนที่เกี่ยวกับอาการอักเสบ
5.ช่วยในการลดน้ำหนัก

มีงานวิจัยออกมาว่าผู้ที่ดื่มน้ำขิงเป็นประจำจะช่วยให้ระบบการเผาผลา
ญพลังงานนั้นดีขึ้น
เพราะด้วยเหตุที่มีฤทธิ์ร้อนและได้เข้าไปกระตุ้นมีการดูดซึมสารอาหารแ
ละย่อยอาหารได้รวดเร็วขึ้น
ซึ่งนอกจากนี้ยังช่วยให้ความอยากอาหารนั้นน้อยลงด้วย
แต่ว่าต้องเป็นน้ำขิงที่ไม่ใส่น้ำตาลนะ
ซึ่งทางที่ดีควรเลือกขิงซองแบบสำเร็จรูปสูตรไร้น้ำตาลจะดีที่สุด
นี่คือเบื้องต้นของประโยชน์จาก ชิง
สมุนไพรที่ใครหลายคนมักจะมองข้ามไป
แต่ว่าทุกอย่างนั้นไม่ได้มีแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียว
หากรับประทานมากเกินไป
หรือผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือดควรที่จะหลีกเลี่ยงการรับประทานขิง
เพราะขิงนั้นมีสรรพคุณในการต้านการแข็งตัวของเลือดมากกว่ายาแอส
ไพริน เสียอีก…

Categories: ความงาม

กระเจี๊ยบเขียวของดีมีประโยชน์

No Comments

หากพูดถึงสมุนไพรในประเทศไทย นั้นมีอยู่มากมายอย่างที่ทราบกันดี
ว่ากันมีมากถึง 1,500 ชนิดเลยทีเดียว สำหรับสมุนไพรไทยคือ พืช ผัก
และผลไม้ที่ถูกนำมาใช้เป็นยาและสิ่งบำรุงร่างกายมานานนับพันปี
โดยที่สมุนไพรเหล่านี้มีทั้งแบบนำผล ใบ ราก เปลือก ยาง เนื้อไม้ เถา
หัวและดอก หรือทั้งต้นมาใช้งาน
ประโยชน์และสรรพคุณของสมุนไพรไทยเหล่านี้มีทั้งการนำมารับประท
านสด การนำมาต้มรับประทานแบบยาแผนโบราณ
บางชนิดก็ใช้ทาหรือพอกเพื่อรักษาโรค เป็นต้น
ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึง กระเจี๊ยบเขียว หลายคนคงจะงงมีด้วยเหรอ
หรืออยากจะไม่รู้จักมาก่อน
เพราะส่วนใหญ่ก็จะเคยทานกันแต่น้ำกระเจี๊ยบที่ใช้กระเจี๊ยบแดง
โดยเจ้ากระเจี๊ยวเขียวนั้นมีสรรพคุณมากมาย
เราไปทำความรู้จักกันซะหน่อย
สำหรับ กระเจี๊ยบเขียว
ในประเทศไทยนั้นนิยมปลุกในภาคกลางจังหวัดนครปฐม ปทุมธานี
นนทบุรี นครนายก ราชบุรี ระยอง พิจิตร สุพรรณบุรี สมุทรสาคร
และกาญจนบุรี ซึ่งเดิมทีมีถิ่นกำเนิดในแถบแอฟริกาตะวันตก
ในประเทศซูดาน
และสันนิษฐานว่าน่าจะมีการนำเข้ามาในประเทศไทยหลังปี พ.ศ.2416
โดยจัดเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุประมาณ 1 ปี มีความสูงประมาณ 0.5-2.4
เมตร ลำต้นและกิ่งก้านมีสีเขียว
โดยนิยมรับประทานผลซึ่งมีลักษณะมีลักษณะเป็นฝัก
โดยฝักคล้ายกับนิ้วมือผู้หญิง ฝักมีสีเขียวทรงเรียวยาว มักโค้งเล็กน้อย
ปลายฝักแหลมเป็นจีบ ผิวฝักมีเหลี่ยมเป็นสัน
โดยฝักมีสันเป็นเหลี่ยมตามยาวอยู่ 5 เหลี่ยม ตามฝักจะมีขนอ่อน ๆ
อยู่ทั่วฝัก ฝักอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

ซึ่งสรรพคุณนั้นมีอยู่มากมาย สามารถช่วย ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และคนที่กำลังควบคุมน้ำตาล-น้ำหนัก
ลดอาการท้องผูก เพราะมีเมือกที่ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวขึ้น
และยังมีใยอาหารที่ดีต่อการขับถ่าย

แถมยังสามารถใช้ในการลดความอ้วนได้อีกด้วยเพราะมีส่วนในการช่ว
ยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร
รวมไปถึงรักษาอาการกรดไหลย้อนได้อีกด้วย
ส่วนวิธีการทำเพื่อรับประทานสามารถหันเป็นชิ้นเล็กๆ
และทานสดๆ ได้ทันที และยังนำไปเป็นส่วนประกอบกับอาหารอื่นๆ
ได้อีกด้วย เช่น นำไปทอดกรอบ, กระเจี๊ยบเขียวผัดกากหมู,
ไข่เจียวกระเจี๊ยบเขียว หรือจะเป็นในแนวแกง เช่น แกงส้ม, แกงเลียง
และ ต้มจืด
เห็นกันแล้วใช่ไหมว่า กระเจี๊ยบเขียว
พีชสมุนไพรที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักนั้นมีประโยชน์มากมาย
รู้แบบนี้ต้องไปหามาทานกันบ้างแล้ว

นอกจากนี้
นอกจากนี้ยังหาทานได้ไม่ยากเพราะได้มีการนำกระเจี๊ยบเขียวไปทำใน
รูปแบบการอบแห้งกินเล่นเหมือนขนมขมเคี้ยว
แต่นอกเหนือจากกินเล่นแล้ว
มันยังมีประโยชน์มากมายอย่างที่บอกไปข้างต้น…

Categories: ความงาม

5 อาหารต้านอนุมูลอิสระ

No Comments

“อนุมูลอิสระ” เป็นวายร้ายในร่างกาย ซึ่งทำลายภูมิคุ้มกันและเซลล์ต่างๆ ทำให้เกิดการเสื่อมถอยของร่างกาย
ซึ่งจะแสดงออกมาในรูปแบบของริ้วรอย ความชรา และโรคความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ที่ร้ายที่สุดคือ
เป็นตัวก่อเซลล์มะเร็ง แต่ถ้าเราได้รับ “สารต้านอนุมูลอิสระ” เพียงพอ เซลล์จะไม่ถูกทำลาย!
อนุมูลอิสระเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ พฤติกรรมการกินอาหาร เช่น การกินอาหารมัน ปิ้ง ทอด ย่าง การใช้น้ำมันทอดซ้ำ
ความเครียด การทำงานหรือออกกำลังกายหักโหม การบาดเจ็บทางกายหรือจากมลภาวะต่างๆ เช่น รังสี UV แสงแดด
การสูบบุหรี่ ก็จะเป็นตัวเร่งให้มีการผลิตอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น แต่โดยปกติเมื่อเกิดการสร้างอนุมูลอิสระ
ร่างกายจะสามารถสร้างสารต้านอนุมูลอิสระได้
สารต้านอนุมูลอิสระ ส่วนใหญ่จะอยู่ในผักผลไม้ ซึ่งผักผลไม้มีคุณประโยชน์ด้านเป็นอาหารกากใย ช่วยในการขับถ่าย
ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ต้านการเจ็บป่วย ตลอดจนมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง
นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคภัย สุขภาพแข็งแรง แถมมาด้วยความอ่อนเยาว์ ผิวพรรณสดใสได้

5 อาหารที่เป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระ

1. วิตามินซี
พบในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว สตรอว์เบอร์รี กีวี บร็อคโคลี่ มะเขือเทศ ฯลฯ
คุณสมบัติเด่น : เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูเนียนใส และช่วยลดความเสี่ยงมะเร็ง

2. วิตามินเอ
พบในตับ เนื้อปลา ไข่แดง
คุณสมบัติเด่น : บำรุงสายตา ผิวหนัง กระดูก อวัยวะสืบพันธุ์ เสริมภูมิต้านทาน และป้องกันการเกิดมะเร็ง

3. วิตามินอี
พบในผักใบเขียว ตับ ธัญพืช จมูกข้าวสาลี ถั่ว ไข่แดง เนย
คุณสมบัติเด่น : ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด เสริมภูมิต้านทาน บำรุงประสาท และระบบสืบพันธุ์

4. เบต้าแคโรทีน
พบในผักผลไม้สีเหลือง ส้ม และสีเขียวเข้ม เช่น แครอท มันเทศ ฟักทอง มะละกอ บร็อคโคลี่ ฯลฯ

คุณสมบัติเด่น : เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิวพรรณ บำรุงสายตา ยับยั้งและป้องกันการเกิดมะเร็ง

5. ไลโคปีน
พบในผักผลไม้ที่มีสีแดงและสีชมพู เช่น มะเขือเทศ แตงโม มะละกอ ฝรั่งขี้นก เกรปฟรุตที่มีเนื้อสีชมพู ฯลฯ
คุณสมบัติเด่น : เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก

ทั้งนี้ ถ้าจะให้ได้ประโยชน์กับร่างกายที่สุด ควรกินผักผลไม้ที่หลากหลายและมีสีสันต่างๆ หมุนเวียนไป
เพื่อให้ร่างกายได้รับสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างสมดุล…

Categories: ความงาม

5 เคล็ดลับ “ขนตายาว”อย่างเป็นธรรมชาติ

No Comments

ขนตาช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้ดวงตา
ไม่ว่าสาวๆคนไหนก็อยากจะมีดวงตาที่สดใส ขนตาที่งอนยาว
แต่หลายคนมักจะพึ่งขนตาปลอมกันเพื่อดวงตาที่หวาน และคมขึ้น
วันนี้เรามีเคล็บลับที่ช่วยทำให้ขนตางอน ยาวสวย
ว่าแล้วมีวิธีไหนกันบางไปดูกันเลยจ้า !
วาสลีน – มีประโยชน์หลายอย่าง ก่อนนอนสาวนำวาสลีนลงบนขนตา
พร้อมกับนวดบำรุงบริเวณโคนขนตาและเปลือกตาอย่างเบามือ
ทำเป้นประจำทุกคืน ขนตาของคุณก็จะค่อยๆยาวและหนาจึ้น
ถุงชาเขียว – ช่วยรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับขนตาหน
มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดอาการคล้ำให้ผิวใต้ตาสว่างขึ้น
ก่อนเข้านอนช้ถุงชาเขียวหลังจากแช่น้ำอุ่นๆ
แล้วมาวางลงบนดวงตาทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที
แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำทุกวันเป็นเวลา 2 ถึง 3 เดือน
นตาของคุณยาวขึ้น

ว่านหางจระเข้ –
มีวิตามินหลายชนิดและสารอาหารที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของขนตา
ของคุณ
ก่อนที่จะเข้านอนใช้แปรงมาสคาร่าที่สะอาดจุมเจลว่านหางจระเข้สด
ปัดขึ้นลงที่ขตา แล้วค่อนยล้างออกด้วย้ำอุ่นในตอนเช้า
น้ำมันมะพร้าว – ก่อนนอนให้แปรงมาสคาร่าเก่าล้างสะอาดๆ
นำมาจุ่มในน้ำมันมะพร้าวก่อนปัดให้ทั่วขนตาแล้วนอน
เพราะในน้ำมันพร้าวมีวิตามิน Eและโปรตีน
ที่ช่วยให้ขนตาแข็งแรงเร่งให้ขนตายาวหนาแบบธรรมชาติ
เบบี้ออยล์ – ช่วยบำรุงให้ขนตาเเข็งแรง ช่วยเร่งการเจริญเติบโต
เพียงนำมาทาตรงบริเวณขนตาเป็นประจำทุกคืนก่อนนอน
เท่านี้ขนตาคุณก้จะดูยาวสวย เด้ง อย่างเป้นธรรมชาติ…

Categories: ความงาม

4 ครีม ลบฝ้า-กระ-จุดด่างดำเห็นผลจริง ดีจนต้องบอกต่อ

No Comments

ปัญหาจุดด่างดำ รอยสิว รอยฝ้า เป็นปัญหาผิวที่กวนใจผู้หญิงทุกคน
เป็นต้นเหตุจากแสงแดด และมลภาวะนอกจากแสงแดดแล้ว ความเครียด
การตั้งครรภ์ ยาคุม ยากันชัก และมีปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย
ไม่ต้องเป็นกังวลไปค่ะสาวๆ เพราะวันนี้เรามีครีมดีๆที่ช่วยลด ฝ้า – กระ-
และจุดด่างดำ ที่เป็นปัญหากวนใจ จะมีตัวไหนบ้างไปดูพร้อมๆกันเลยจ้า
!!

1.Yanhee Mela Cream

ตัวนี้เป็นนวัตกรรมใหม่ สูตรเฉพาะของโรงบาลยันฮี เนื้อครีมเข้มขน
แต่อ่อนโยนต่อผิว ไม่ละคายเคตื่อง แก้ไขเฉพาะจุด ทั้ง ฝ้า กระ
จุดด่างดำช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่มีความหมองคล้ำให้แลดูกระจ่างใส
หน้าใสเรียบเนียน

2. Pan Cosmetic Melasma Whitening Cream

ดูแลปัญหาฝ้าทุกชนิด ทั้ง กระ รอยหมองคล้ำ และจุดด่างดำ
ปรับสภาพผิวให้ผิวกระจ่างใสเสมอกันทั่วทั้งใบหน้า
ลอยดูจางลงอย่างเป็นธรรมชาติ และยังช่วยป้องกันการเกิดฝ้าอีกด้วย

3. Hada Labo Arbutin Whitening Lotion

ตัวนี้เป็นน้ำตบที่ช่วย กักความชุ่มชื้นให้อยู่กับผิว ทำให้ผิวขาว
สดใสขึ้น ลดเลือนจุดด่างดำ กระ ฝ้า ให้จางลง
โดยไม่ทำร้ายโครงสร้างผิว ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์คงความยืดหยุ่
เนื้อโลชั่นบางเบาอ่อนโยน ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำมันแร่
และน้ำหอม

4. KA WHITE SPOT CREAM

ตัวสุดท้ายเป็นครีมบำรุงผวสูตรเข้มข้น เนื้อละเอียด เกลี่ยง่าย ซึมไว
ช่วยให้ผิวที่หมองคลํ้า แลดูขาว กระจ่างใส ไร้จุดด่างดำ มีส่วนผสมของ
SabiWhite (ซาบิไวท์) และ Vitamin B3 (วิตามินบี 3)
ช่วยป้องกันผิวจากมลภาวะและแสงแดด…

Categories: ความงาม

อาหารล้างพิษตับ

No Comments

การเผชิญกับมลภาวะจากสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงความเครียด ตับก็จะทำงานหนักจนเกินกำลัง เมื่อถึงจุดหนึ่งตับก็จะหมดความสามารถในการกรองสารพิษและไขมันต่างๆ โดยกระตุ้นความสามารถตามธรรมชาติเพื่อขับไล่ของเสียที่เป็นพิษออกจากร่างกาย
1. กระเทียม
แค่ ทานพืชหัวสีขาวนี้วันละเล็กน้อยก็ช่วยกระตุ้นเอนไซม์ในตับซึ่งช่วยให้ ร่างกายขับสารพิษออกมาได้แล้ว ในกระเทียมยังมีสารอัลลิซินและซีลีเนียมอยู่ สารสองชนิดนี้มีส่วนประกอบในการช่วยล้างพิษตับได้
2. เกรปฟรุต (ผลไม้ตระกูลส้ม)
ในเกรปฟรุตอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ผลไม้ตระกูลซิตรัสนี้ นอกจากเกรปฟรุตแล้วก็ยังรวมไปถึง ส้ม มะนาว และเลม่อน ต่างก็ช่วยสนับสนุนกระบวนการล้างพิษตามธรรมชาติของตับ แค่ดื่มน้ำเกรปฟรุตคั้นสดๆ วันละแก้ว จะช่วยกระตุ้นการผลิตของเอนไซม์ล้างพิษในตับ และช่วยชะล้างสารก่อมะเร็งและสารพิษอื่นๆ ได้

3. บีทรูทและแครอท
ผักทั้งสองชนิดนี้เต็มไปด้วยฟลาโวนอยด์และ เบต้าแคโรทีนปริมาณสูงมาก การทานหัวบีทรูทและแครอทช่วยกระตุ้นและส่งเสริมการทำงานโดยรวมของตับได้
4. ชาเขียว
ชา เขียวจัดเป็นเครื่องดื่มที่คู่ควรกับตับมากที่สุด เพราะในชาเขียวอุดมไปด้วยคาเทชิน สารต้านอนุมูลอิสระ สารประกอบนี้เป็นที่รู้กันดีกว่าช่วยการทำงานของตับได้ ชาเขียวยังมีรสชาติอร่อย นำมาปรุงอาหารหรือปรุงเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพได้ (ชาเขียวที่ชงจากใบชาจะดีกว่าแบบสกัด)
5. ผักใบเขียว
หนึ่งใน อาหารที่เป็นมิตรมากในการล้างพิษตับ ผักใบเขียวสามารถทานได้ทั้งแบบดิบ แบบสุก หรือแบบคั้นน้ำก็ยังได้ ให้สารคลอโรฟิลล์สูงมาก ผักใบเขียวช่วยดูดซับสารพิษจากสภาพแวดล้อมที่อยู่ในกระแสเลือด อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพในการต้านทานโลหะหนักของสารเคมีและสารกำจัดศัตรูพืช ผักใบเขียวจึงจัดได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการปกป้องตับ นั่นเอง
ในแต่ละมื้อควรเพิ่มผักใบเขียวเข้าไปในอาหารด้วย ยกตัวอย่างเช่น มะระขี้นก, ผักร็อคเก็ต, ผักโขม, ผักกาดเขียวปลี ฯลฯ จะช่วยเพิ่มการสร้างน้ำดีและช่วยให้น้ำดีไหลเวียนดีขึ้น ซึ่งจะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกจากอวัยวะต่างๆ รวมไปถึงเลือดได้
6. อะโวคาโด
เป็นผลไม้ที่หนาแน่นไปด้วยสารอาหารทุกอนู ช่วยให้ร่างกายผลิตกลูต้าไธโอน ซึ่งเป็นสารประกอบที่ทำให้ตับกำจัดสารพิษที่เป็นอันตรายได้ดีขึ้น

7. แอปเปิ้ล
มีเพคตินอยู่เยอะมาก แอปเปิ้ลเป็นแหล่งของสารเคมีที่จำเป็นสำหรับร่างกายในการชำระล้างและกำจัด สารพิษออกไปจากระบบย่อยอาหาร และในทางกลับกันก็ช่วยให้ตับนั้นจัดการกับสารพิษได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

8. น้ำมันมะกอก
น้ำมันมะกอก น้ำมันกัญชง และน้ำมันเมล็ดลินิน มีประโยชน์มากสำหรับตับ โดยน้ำมันเหล่านี้จะให้ไขมันดีๆ ที่ช่วยในการดูดซับสารพิษที่เป็นอันตรายจากร่างกาย ซึ่งเป็นการลดภาระของตับได้อีกทางหนึ่ง
9. ธัญพืชทางเลือก
ถ้า อาหารของคุณประกอบไปด้วยข้าวสาลี, แป้งขาว หรือธัญพืชมาตรฐานอื่นๆ ตอนนี้ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนเป็นธัญพืชทางเลือกอื่นๆ แล้วอย่างเช่น ควินัว, ข้าวฟ่าง หรือบัควีท ก็จะช่วยการทำงานของตับได้
ตับทำหน้าที่เหมือน เป็นตัวกรองสารพิษในร่างกาย แต่หากคุณเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนไหวกับเมล็ดพืชชนิดที่มีกลูเตนอยู่ ก็อาจเป็นการเพิ่มพิษในร่างกายแทน มีการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ชี้ว่า ผู้ที่เคยมีประสบการณ์แพ้กลูเต็น จะพบความผิดปกติในผลการทดสอบเอนไซม์ในตับด้วย
10. ผักตระกูลกะหล่ำ
บร็อค โคลีและดอกกะหล่ำ เป็นแหล่งของกลูโคซิโนเลต ซึ่งช่วยสนับสนุนกระบวนการผลิตเอนไซม์ในตับ โดยเอนไซม์ตามธรรมชาติชนิดนี้จะช่วยชะล้างสารก่อมะเร็งและสารพิษอื่นๆ ออกจากร่างกาย และนอกจากนี้การทานผักตระกูลนี้ ยังลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งให้น้อยลงอีกด้วย
11. เลมอนและมะนาว
ผลไม้ตระกูลซิตรัสเหล่านี้อุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งช่วยให้ร่างกายได้สังเคราะห์สารพิษต่างๆ ให้ละลายน้ำได้ การดื่มน้ำเลมอนหรือน้ำมะนาวคั้นสดๆ ในตอนเช้า ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของตับได้อีกด้วย

12. ถั่ววอลนัท
ถั่วชนิดนี้เต็มไปด้วยกรดอะมิโนอาร์จีนีน วอลนัทช่วยเสริมการทำงานของตับในการล้างสารแอมโมเนียที่เป็นพิษ วอลนัทยังเต็มไปด้วยกลูต้าไธโอนและกรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยล้างพิษตับได้เช่นกัน แนะนำว่าเวลาเคี้ยวถั่ววอลนัทในปากให้เคี้ยวจนแหลกเป็นน้ำก่อนกลืนเพื่อ ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด…

Categories: ความงาม

เคล็ดลับผมสุขภาพดี

No Comments

นอกจากการมีรูปร่างที่ได้สัดส่วนแล้ว สุขภาพด้านอื่นๆก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุขภาพเส้นผม ซึ่งถือว่าเสริมสร้างความมั่นใจให้กับสาวๆได้เป็นอย่างดี เพราะใครๆก็คงอยากจะมีเส้นผมนุ่มสลวย แข็งแรง ไม่ว่าจะจัดเซตแบบไหนก็เอาอยู่
1. อย่าลืมครีมนวดผมทุกครั้ง
หลัง สระผมด้วยแชมพูแล้ว อย่าลืมที่จะบำรุงผมด้วยครีมนวดผม โดยเริ่มจากชโลมครีมที่ปลายผมเป็นอันดับแรก แล้วค่อยๆนวดขึ้นไปถึงกลางศีรษะ ทิ้งไว้ 3 นาที เพื่อเป็นการปิดเกร็ดผม หลายๆคนมักจะไม่ชอบใช้ครีมนวดผมกันเท่าไหร่ เพราะเข้าใจว่าจะทำให้ผมลีบแบน ซึ่งสาเหตุของการมีผมลีบแบนนั้น เป็นเพราะการใช้ที่ไม่ถูกต้องนั่นเอง สาวๆทราบอย่างนี้แล้ว ต้องเปลี่ยนวิธีโดยด่วนเลย
2. บำรุงเส้นผมด้วยการมาส์ก
หากไม่มีเวลาที่จะเข้าร้านเพื่อทำทรีตเม้นต์ ก็สามารถบำรุงเส้นผมด้วยตัวเองได้ง่ายๆ แค่มาส์กผมโดยการชโลมจากกึ่งกลางเส้นผมลงมาถึงปลายผม เน้นไปยังปลายผมให้นานที่สุด เพราะส่วนปลายผมนั้นมักจะแห้งเสียและแตกลายได้ง่ายๆ หลังจากนั้นพอกและคลุมผมทิ้งไว้ 10-15 นาทีด้วยหมวกอุณหภูมิสูง
3. เล็มปลายผมที่แห้งเสียทิ้ง
ผู้หญิงส่วนใหญ่ มักจะมีปัญหาเส้นผมแตกปลาย แห้งเสียได้ง่ายๆ ยิ่งในแต่ละวันผมต้องเผชิญกับความร้อนอยู่บ่อยๆแล้วล่ะก็ ผมเสียก็ยิ่งเสียเข้าไปอีก ดังนั้นวิธีที่ง่ายละรวดเร็วคือ การเล็ม หรือตัดปลายผมทิ้งไปเสีย แต่ถ้าหากมีเวลามากสักหน่อย อาจะทำการมาส์กหรือทำทรีตเม้นต์ไปเลยจะดีที่สุด
4. ปกป้องผมจากความร้อน
ก่อนทำการไดร์หรือจัดผม ม้วนผมก็แล้วแต่ สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับป้องกันผมแห้งเสียก็คือ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งชนิดที่ช่วยปกป้องเส้นผมจากความร้อน หากเลี่ยงที่จะใช้สเปรย์ฉีดผมได้ยิ่งดี เพราะแอลกอฮอล์ในสเปรย์จะทำให้ผมแห้ง กรอบ และเสียง่าย
5. เสริมสร้างความแข็งแรงด้วยอาหารดีๆ
สุขภาพ ผมจะแข็งแรงและเงางามได้นั้น ปัจจัยหนึ่งก็คือเรื่องของอาหารที่ดีๆเริดๆอย่าง ไข่ ปลาแซลมอน งาดำ ถั่ว ผักใบเขียวเข้ม ยิ่งเข้มเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น
6. ความร้อน ตัวการผมลีบแบน
เพราะ อากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้ผมลีบแบนได้ง่ายๆ โดยเฉพาะอากาศร้อนอย่างบ้านเรานี่ยิ่งต้องใส่ใจกันเป็นพิเศษ ทางที่ดีควรเลือกแชมพูและครีมนวดผมที่ช่วยเพิ่มความหนาและวอลุ่มให้เส้นผมจะ ดีที่สุด และควรหลีกเลี่ยงการใช้เจลหรือแว็กซ์
7. ผมหยิกไม่ควรยืด
สำหรับสาวที่มีผมหยักศกตามธรรมชาติ อย่าได้คิดที่จะยืดผมหรือไดร์ผมเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ผมเสียได้ง่ายกว่าคนผมตรง แต่ควรเลือกที่จะปรึกษากับช่างทำผมจะดีกว่า เพื่อให้ง่ายต่อการจัดทรง…

Categories: ความงาม

เทคนิคการดูแลผิวพรรณเมือเผชิญกับแสงแดด

No Comments

เป็นเรื่องจริงที่ว่า แดดเมืองไทยแรงเป้นอันดับต้นๆของโลก แค่เดินออกจากบ้านไปนหน้าปากซอยก็ทำให้ผิวไหม้เกรียมกันแล้ว เมือเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้ว สาวๆอย่างเราจะละเลยผิวพรรณกันได้อย่างไร เคล็ดลับผิวพรรณสุขภาพดีเนี่ย นอกจากการกินอาหาร การใช้สกินแคร์แล้ว ยังอยู่ที่การปกป้องผิวจากแสงแดดด้วย
– อย่าละเลยการทาครีมบํารุงผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งปกป้องแสงแดดด้วยครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่เหมาะสมกับกิจกรรมที่ทํา อย่าลืมทาครีมบํารุงและครีมกันแดดที่ผิวลําคอด้วย แนะนำให้ทาไล่ย้อนจากด้านล่างขึ้นมายังปลายคางอย่างเบามือ
– ต้องทําความสะอาดผิวอย่างหมดจดเสมอ รู้ไหมว่าคราบสิ่งสกปรก ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะ ฝุ่นควัน เครื่องสําอาง ล้วนมีส่วนทําให้ผิวมีปัญหาต่างๆตามมา ทั้งสิวอุดตัน ริ้วรอย ความหมองคล้ำไม่สดใสของผิว การสะสมของเชี้อแบคทีเรีย ฯลฯ อย่าอ้างว่าเวลาน้อย อย่าอ้างว่าไม่มีเวลา อย่าอ้างว่าไม่เป็นไรผิวยังดีอยู่
Advertisement

– หลีกเลี่ยงแสงแดดแผดร้อนในช่วงเวลากลางวัน โดยเฉพาะเวลา 10.00 – 14.00 น. หากจําเป็นต้องเผชิญแสงแดด อย่าลืมทาครีมกันแดด
– สวมเสื้อผ้าที่ช่วยปกปิดผิว สวมแว่นกันแดด หมวกปีกกว้าง และทาครีมกันแดดซ้ำทุกสองชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ผิวรอบดวงตาแสนบอบบางและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ควรหาอายส์ครีมที่บํารุงล้ำลึก คอยเติมความชุ่มชี่นให้ผิวส่วนนี้อยู่เสมอ ควรใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆในการทาครีม เพื่อลดแรงกดและการเสียดสีผิวบริเวณรอบดวงตาด้วย การทาครีมบํารุงผิวรอบดวงตาอย่างถูกวิธีจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด บริเวณผิวรอบดวงตาให้ทํางานได้ดียิ่งขึ้น
– การนอนหลับพักผ่อนคือหัวใจสําคัญของความงาม ในช่วงเวลาที่ร่างกายหยุดกระบวนการต่างๆ ผิวก็จะทําการซ่อมแซม สร้างเซลล์ของตัวเองเช่นกัน แต่นั่นหมายความว่าคุณต้องหลับสนิทจริงๆเท่านั้นนะ การหลับๆตื่นๆ หรือนอนกลางวัน ไม่มีผลต่อผิวพรรณความงามนะคะ
นอกจากนี้ วิตามินซียังเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่งจากภายใน ดูได้จากผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกระจ่างใสทั้งหลายที่มักนําวิตามินซีมาเป็นส่วน ผสมอยู่เสมอ…

Categories: ความงาม