5 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการ “ช่วยตัวเอง”

No Comments

มีผลวิจัยออกมาว่า การช่วยตัวเอง มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่หลายๆ คนก็ยังมีข้อสงสัย หรือเข้าใจผิด เกี่ยวกับการช่วยตัวเองอยู่ วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจเหล่านั้นกัน
1. ช่วยตัวเองหลายครั้ง ถือว่าผิดปกติ การช่วยตัวเองหลายๆ ครั้งต่อสัปดาห์ หรือหลายครั้งเกินไป เป็นการกระทำที่มากเกินไป การช่วยตัวเอง 1 ครั้งต่อวัน แต่สุขภาพยังคงแข็งแรงดีอยู่
ไม่ได้เป็นอะไร ก็ถือว่าไม่มีผลกระทบต่อร่างกาย แต่ถ้าหากช่วยตัวเองจนมีผลกระทบกับส่งผลกระทบต่องาน ชีวิตประจำวัน และกระทบต่อความสัมพันธ์ เช่น ไม่อยากมีอะไรกับแฟน ถ้าเป็นถึงขั้นนี้คุณต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน
2. แฟนช่วยตัวเอง แสดงว่าเขาไม่อยากมีอะไรกับเรา ความจริงแล้ว หนุ่มๆ มักจะช่วยตัวเองอยู่ตลอด คนที่เป็นแฟนไม่ต้องกังวลไป เพราะบางทีที่เขาช่วยตัวเองก็เพื่ออยากจะ ผ่อนคลาย เพื่อบรรเทาความเครียด หรือเพื่อให้นอนหลับสบายเท่านั้นเอง
3. การช่วยตัวเอง เป็นเรื่องไม่ดี ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี การช่วยตัวเองเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ หรือไม่ควรทำแต่อย่างใด และคุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด หรือรู้สึกอาย เวลาช่วยตัวเอง
เพียงแต่แค่คุณต้องรู้สถานที่ทำการช่วยตัวเองเท่านั้นเอง ไม่กระทำในที่สาธารณะ หรือในที่โล่งแจ้ง
4. แต่งงานแล้ว ห้ามช่วยตัวเอง ความเชื่อที่ว่าแต่งงานแล้ว ห้ามช่วยตัวเองนั้น เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะผู้คนส่วนใหญ่จะช่วยตัวเองไปตลอด แม้แต่ผู้ที่มีอายุมากแล้วก็สามารถทำได้
คนที่มีสามีภรรยาแล้วจะเข้าใจความรู้สึกเวลามีเพศสัมพันธ์ แต่ในบางคู่ต้องมีคนใดคนหนึ่งต้องการความเป็นส่วนตัว บางทีการช่วยตัวเองอาจจะเป็นแค่ การบรรเทาความเครียด เท่านั้นเอง
5. ช่วยตัวเอง อันตรายต่อร่างกาย การช่วยตัวเองไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดและไม่ได้ส่งผลอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด ทั้งหญิงและชาย แค่เป็นพฤติกรรมทางเพศที่ปกติของมนุษย์ทั่วไป การช่วยตัวเองนั้นอาจจะส่งผลต่อสุขภาพจิตของบางคนได้…

Categories: สุขภาพ

ของกินที่ไม่สมควรกิน หากไม่อยากปวดไมเกรน

No Comments

โรคไมเกรน จัดว่าเป็นโรคเรื้อรังประเภทหนึ่งลักษณะของการปวดหัวด้านเดียวรอบๆขมับหรือท้ายทอย บางบุคคลก็ปวดทั้งสองข้างบ่อยๆ 
จนถึงสร้างความทรมานและก็การใช้ชีวิตประจำวันไม่ใช้น้อย ซึ่งสาเหตุทำให้อาการแย่ลง ได้แก่ ความเครียด ลักษณะอากาศ สถานที่รวมทั้งมลพิษต่างๆ
แต่มีอีกหนึ่งต้นเหตุที่ทำให้ปวดไมเกรนได้แบบเดียวกัน ซึ่งก็คือการทานอาหารในทุกๆวัน จะมีของกินจำพวกไหนบางพวกเราไปดูกัน
1. 
แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เป็นตัวการที่นำไปสู่การปวดไมเกรน เป็นต้นว่า ไวน์ วิสกี้ เบียร์สดแชมเปญ อื่นๆอีกมากมาย 
การดื่มแอลกอฮอล์ในจำนวนมากยังสามารถก่อให้เกิดการเกิดภาวการณ์ขาดน้ำ และก็นำมาซึ่งการเกิดลักษณะของการปวดหัวได้ในที่สุด
2. 
คาเฟอีน คาเฟอีนมีอยู่ในเครื่องดื่มตัวอย่างเช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม และของกินหรือของหวานบางจำพวก ถ้าเกิดคุณปวดไมเกรน
ไม่สมควรดื่มคาเฟอีนมากเกินความจำเป็น อาจส่งผลให้กำเนิดลักษณะของการปวดหัวที่เกิดขึ้นจากฤทธิ์ของคาเฟอีนได้ในทางตรงกันข้าม คุณอาจจะจิบชาเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ จะช่วยลดลักษณะของการปวดหัวเฉพาะช่วงนั้นได้ด้วยเหมือนกัน
3. 
ชีสที่บ่มเป็นระยะเวลาที่ยาวนานในต่างประเทสนิยมทานชีสเป็นส่วนมาก เนื่องจากว่าพึงใจในรสของมัน แต่ว่ามีชีสชนิดหนึ่ง ที่ชื่อว่า อร์กอโซล่าชีส (บลูชีสคาเมมเบิร์ต
และก็เชดดาร์ชีส ที่เป็นตัวกระตุ้นของลักษณะของการปวดหัวไมเกรน แล้วก็ยังมีสารที่เรียกว่าสารไทรามีน เมื่อพวกเราบ่มซีสนานมากแค่ไหนสารตัวนี้ก็จะเพิ่มมากขึ้น
เมื่อพวกเราทานเข้าไปมากมายจะมีผลให้เกิดปฏิกิริยาส่งผ่านไปยังประสาทภายในร่างกาย ทำให้ปวดไมเกรนได้นั้นเอง
4. เนื่อ
สัตว์ดัดแปลง เหล่าบรรดาเนื่อสัตว์ดัดแปลง อย่างเช่น หมูแฮม เบคอน หรือ ไส้กรอกนั้นล้วนแล้วแต่มีสารไนเตรตรวมทั้งสารไนไตรต์เป็นส่วนประกอบเพื่อช่วยไม่ให้อาหารบูดเน่า 
รวมทั้งเป็นตัวการที่นำมาซึ่งลักษณะของการปวดหัวไมเกรนอย่างยอดเยี่ยม เนื่องจากของกินกลุ่มนี้มีส่วนประกอบของโซเดียมไนเตรทสูง

Categories: สุขภาพ

แก้วมังกร ผลไม้ซูเปอร์ฟู้ดที่ทานอย่างไรก็ได้ผลดี

No Comments

แก้วมังกร คือผลไม้เขตเมืองร้อนที่ให้พลังงานต่ำ แต่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง รสชาติอร่อย
ถูกจัดให้คือผลไม้ซูเปอร์ฟู้ดที่ทานอย่างไรก็ได้ผลดี ซึ่งคนไม่ใช่น้อยบางทีอาจจะยังไม่เคยทราบว่าเจ้าผลไม้ที่มีรูปร่างประหลาดตาอย่างแก้วมังกรนั้น
มีประโยชน์เช่นไร ด้วยเหตุนี้พวกเราก็เลยได้สะสมคุณประโยชน์ซึ่งมาจากแก้วมมังกรมาฝากกันแล้ว จะมีอะไรบ้างตามมามองเลย

1. กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน แก้วมังกรคือผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีที่มีความเข้มข้นสูง ก็เลยสามารถช่วยสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้
ในเวลาเดียวกันก็ช่วยกระตุ้นสารต้านอนุมูลอิสระให้ออกฤทธิ์ยับยังสารอนุมูลอิสระด้วยเหมือนกัน

2. ป้องกันโรคหัวใจ การทานแก้วมังการสามารถช่วยลดจำนวนคอเลสเตอรอลในเลือดได้ ก็เลยช่วยลดโอกาสในการเกิดเส้นเลือดอุดตัน
ส่งผลให้โอกาสในการเกิดโรคต่างๆเกี่ยวกับเส้นเลือดและหัวใจลดน้อยลงไปด้วย

3. ป้องกันโรคมะเร็ง นอกเหนือจากแก้วมังกรจะมีวิตามินซีที่เปรียบเหมือนภูมิต้านทานของร่างกายแล้ว
แก้วมังกรยังเป็นต้นกำเนิดของสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติด้วย อย่างเช่น สารแคโรทีน
ที่มีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งและช่วยลดความเสี่ยงสำหรับการเกิดโรคเนื้องอกได้อย่างดีเยี่ยม

4. ช่วยทำให้ระบบที่ทำหน้าที่สำหรับการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น แก้วมังกรคือผลไม้อีกประเภทหนึ่งที่อุดมไปด้วยเส้นใย
ก็เลยสามารถช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น โดยเหตุนี้ถ้าคุณทานแก้วมังกรอยู่เป็นประจำมั่นใจได้เลยว่าท้องผูกจะไม่เกิดขึ้นแน่ๆ

5. ต้านทานแบคทีเรียและเชื้อรา แก้วมังกรมีคุณประโยชน์สำหรับการต้านทานแบคทีเรียและเชื้อรา เพราะเหตุว่าแก้วมังกรสามารถเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาวได้
ซึ่งเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่ต่อต้านแบคทีเรียรวมทั้งเชื้อราต่างๆรวมทั้งขัดขวางไม่ให้แพร่ไป แถมยังช่วยกระตุ้นร่างกายให้ผลิตเซลล์ใหม่ขึ้นมาด้วย

สำหรับคนไหนที่ชื่นชอบการทานแก้วมังกรอยู่แล้วก็ควรจะทานให้เป็นประจำ เนื่องจากทานอย่างไรก้ไม่อ้วนแถมยังได้ประโยชน์ชนิดแบบเต็มๆอีกด้วย
ส่วนใครที่ยังไม่เคยลองทานก็สามารถหามาลองทานกันได้ การันตีว่ารสชาติอร่อยถูกปากแน่ๆ…

Categories: สุขภาพ

หลีกเลี่ยงความชราให้มากที่สุด กับหลากเคล็ดลับชะลอความแก่

No Comments

มนุษย์เราเกิดมาก็ย่อมต้องเจอกับปัญหาความชรากันเป็นปกติ
แต่มันคงจะเป็นเรื่องดีกว่าถ้าหากว่าชะลอให้มันเกิดขึ้นช้าลง
และนี่ก็คือหลากเคล็ดลับที่จะช่วยให้มันเป็นเช่นนั้นได้

เริ่มแรกก็คือการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย
ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของมนุษย์เราจะสร้างมันขึ้นมาได้เอง
แต่ด้วยปัจจัยอะไรหลายๆ อย่างก็อาจทำให้ร่างกายผลิตมันออกมาได้น้อยลง
ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นที่สุดก็คือการเสริมสารต้านอนุมูลอิสระเข้าไปอีก
ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

สำหรับอาหารที่มีประโยชน์ซึ่งช่วยให้ร่างกายสร้างสารต้านอนุมูลอิสระขึ้นมาก็คือ
อาหารที่มีวิตามินอี, วิตามินซี และสังกะสี
ซึ่งการรับประทานอาหารในประเภทนี้อย่างเป็นประจำก็จะส่งผลต่อสภาพร่างกาย
ที่จะแก่ชราช้าลงด้วย

นอกจากเรื่องของอาหารแล้วก็ยังมีเรื่องของไลฟ์สไตล์
การใช้ชีวิตที่ถ้าปรับอะไรดูได้บ้างก็จะส่งผลต่อการชะลอความแก่
เริ่มต้นกันที่เรื่องของสภาพจิตใจกันก่อน
นั่นก็คือเราจำเป็นจะต้องเป็นคนที่มองโลกในแง่บวก
ไม่พยายามเก็บเอาความเครียดทั้งหลายทั้งปวงมาคิดให้รกสมอง
ถ้าหากว่าเราคิดลบจนเกินไปก็จะทำให้อารมณ์แย่ลงฝังรากลึกลงไปถึงจิตใต้สำนึ
ก ในระยะยาวก็จะส่งผลต่อไปยังเรื่องอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งความชราก็เป็นหนึ่งในนั้น

การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นกัน
เพราะจะทำให้ร่างกายได้มีโอกาสซ่อมแซมในส่วนที่สึกหรอ
ทางที่ดีก็ควรหลับให้ได้ราวๆ 7-8 ชั่วโมงเป็นประจำ
แม้ว่ามันอาจจะดูยากในสังคมสมัยนี้ที่มีกิจกรรมและมีภาระหน้าที่เยอะก็ตามที

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยให้เราแก่ช้าลงเช่นกัน
แต่ก็จะต้องควบคุมให้มีความเหมาะสม ไม่หักโหมจนเกินไป
เพราะว่าอาจกลายเป็นผลเสียได้
ให้ออกกำลังกายแค่พอรู้สึกว่าตัวเองได้เหงื่อได้เหนื่อยก็เพียงพอแล้ว

นอกเหนือไปจากนี้ก็ยังมีเรื่องของการบำรุงผิว การเสริมความสวยความงามต่างๆ
ซึ่งในสมัยนี้มีให้เปิดบริการกันมากมาย
นี่ก็เป็นปัจจัยที่จะช่วยชะลอความแก่ให้กับเราได้โดยตรง
แต่ก็ไม่ควรหวังพึ่งวิธีนี้แต่เพียงอย่างเดียว ควรทำอย่างอื่นควบคู่กันไปด้วย
เพื่อให้ส่งเสริมกันและกัน และให้เกิดผลดีที่สุด

แน่นอนว่าท้ายที่สุดแล้วเมื่อเราอายุมากขึ้น เราก็คงต้องแก่กันตามสภาพอยู่ดี
แต่ถ้าทำตามเคล็ดลับต่างๆ ที่แนะนำมาได้
มันก็คงเป็นเรื่องดีกว่าอยู่แล้วที่เราจะชะลอให้ความแก่ชรานั้นมาช้าลง
นี่แหละคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว…

Categories: ความงาม

คอเลสเตอรอล ภัยร้ายในผู้สูงอายุ

No Comments

ภาวะคอเลสเตอรอลสูง เป็นภาวะที่สามารถพบเจอได้ ในผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่
ถ้าเรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูงมากเกินไปเป็นเวลานาน
ซึ่งการรักษาโดยทั่วไปก็คือการทานยาเพื่อควบคุมระดับไขมัน
หากมีปริมาณสูงเกินไปจะทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจขาดเลือด และโรคเลือดสมอง เป็นต้น
เนื่องจากไขมันในเลือดสูงจะทำให้เกิดการสะสมของไขมันตามผนังหลอดเลือดจน
ที่สุดหลอดเลือดจะแคบทำให้ออกซิเจนมาเลี้ยงบริเวณต่างๆไม่พอ
ชนิดของโคเลสเตอรอลที่ควรรู้
– HDL เป็นโคเลสเตอรอลที่ดี ช่วยป้องกันการสะสมของโคเลสเตอรอลตามผนังหลอดเลือดได้
– LDL เป็นโคเลสเตอรอลที่ไม่ดี แต่พบมากที่สุดในร่างกาย LDLจะสะสมตามผนังหลอดเลือด
– Triglyceride(TG) การมีLDLสูง ร่วมกับTGสูง จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้
ระดับค่าคอเลสเตอรอล
– ระดับที่ต้องการ : น้อยกว่า 200 mg/dL (ถือว่าเหมาะสม)
– ระดับปานกลาง : 200 – 239 mg/dL (เริ่มอันตราย)
– ระดับสูง : มากกว่า 240 mg/dL (อันตรายมาก)
ระดับค่าไตรกลีเซอไรด์
– ระดับที่ต้องการ : น้อยกว่า 150 mg/dL
– ระดับปานกลาง : 150 – 199 mg/dL
– ระดับสูง : มากกว่า 200 – 499 mg/dL
– ระดับสูงมาก : ตั้งแต่ 500 mg/dL ขึ้นไป
อาการของไขมันในเลือดสูง คอเลสเตอรอลสูง
ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แต่อาจพบไขมันสะสมบริเวณตา และผิวหนังเป็นผื่นนูนเล็กๆสีเหลืองได้
และจะแสดงอาการในกรณีมีภาวะแทรกซ้อนแล้ว เช่น อาการของโรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น
และเมื่อมีอาการจะแสดงอาการดังนี้
– คลื่นไส้ อาเจียน
– มีเหงื่อออกตามร่างกาย
– ปวดหัว วิงเวียน หน้ามืด
– ตาพล่ามัว มองเห็นไม่ชัด
– หายใจถี่ ชีพจรเต้นเร็ว ใจสั่น
– มีอาการอ่อนแรง เช่น หยิบจับของแล้วของหล่น
– ปวด แน่น เจ็บหน้าอก ร้าวไปยังบริเวณคอ กราม ไหล่ แขน
– มีปื้นสีเหลืองที่ผิวหนัง เช่น หนังข้อศอก หัวเข่าและฝ่ามือ
อันตรายที่เกิดขึ้นจากภาวะไขมันในเลือดสูง
1.ไขมันส่วนเกินจะไปตกตะกอนตามผนังของ เส้นเลือด ทำให้ผนังเส้นเลือดหนาและแข็ง จะทำให้ตีบตันได้ง่าย
ถ้าเป็นที่เส้นเลือดหัวใจจะทำให้เกิดหัวใจขาดเลือด
2.ถ้าเป็นที่เส้นเลือดที่เลี้ยงสมอง จะมีโอกาสทำให้เส้นเลือดตีบตันเกิดอัมพาต
3.ถ้าเส้นเลือดไปเลี้ยงบริเวณขาไม่พอ ทำให้เวลาเดินแล้วปวดน่อง
4.ตับอ่อนอักเสบ
การดูแลตนเอง
– ลดการกินอาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวสูง(มันสัตว์, เครื่องใน, ไข่แดง และของทอด เป็นต้น), ลดน้ำหนัก,ออกกำลังกาย
– การรักษาด้วยยา แพทย์จะเป็นผู้คำนวณความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง
หากมีความเสี่ยงสูงจะพิจารณาให้การรักษาด้วยยา อย่างไรก็ตามต้องทำควบคู่กับการดูแลตนเองเสมอ…

Categories: สุขภาพ

“สุขภาพดีแถมผิวสวย” ได้ด้วย “การดื่มน้ำ”

No Comments

หากอยากมีสุขภาพที่ดีทั้งทางร่างกาย จิตใจ และผิวพรรณ แล้วล่ะก็
การดื่มน้ำเปล่าถือเป็นกุจแจสำคัญที่จะทำให้เราได้ในสิ่งที่ต้องการ เพราะ 70เปอร์เซ็น ของร่างกายเราเป็นน้ำ
ซึ่งการดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายจะลงผลดีต่อร่างกายอย่างไรบ้าง
1. ลดอาการปวดหัว
หากมีอาการปวดหัวให้จิบน้ำอุ่นบ่อยๆ จะช่วยให้เลือดลมไหวเวียนดี
ส่งผลให้อาการปวดหัวทุเลาลงไปได้
นอกจากนั้นยังสามารถใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นมาประคบไว้ที่ขมับเพื่อบรรเทาอาการปวดหัวได้อีกทาง
2.ช่วยระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
น้ำมีส่วนช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
เพราะน้ำจะช่วยลำเลียงอาการและสารอาหารต่างๆ
แต่ควรดื่มน้ำก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที
และดื่มอีกครั้งหลังทานอาหารผ่านไปแล้ว 40 นาที
3. กระตุ้นการเผาผลาญ
สำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ แนะนำให้ดื่มน้ำที่มีอุณหภูมิปกติ
เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญอาหารได้เป็นอย่างดี
ซึ่งจะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ง่ายขึ้น
4. ช่วยลดน้ำหนัก
เพราะการดื่มน้ำช่วยให้ราอิ่มท้อง และบรรเทาความหิวได้
ทำให้เรากินอาหารได้น้อยลง
5. บำรุงหัวใจ
การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จะช่วยป้องกันอาการเลือดข้น
ซึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือด
6. ผิวสวยหน้าใส
การที่ผิวของเราแห้ง ลอก หรือมันมากกว่าปกติ
ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการที่ผิวขาดน้ำ
ซึ่งสามารถแก้ได้ด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการนั้นเอง
7. สดชื่นมีพลัง
เวลาที่รู้สึกว่าสมองเหนื่อยล้าจากการใช้งานหนัก หรือเสียเหงื่อจากการทำงานนานๆ
เพียงแค่ลองดื่มน้ำก็จะช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นมาได้
โดยน้ำที่แนะนำให้ดื่มควรเป็นน้ำสะอาดเพราะร่างกายจะสามารถนำไปใช้ได้ทันที
8. อารมณ์ดี
เมื่อเรามีผิวดี สุขภาพดี แล้ว จิตใจของเราก็จะดีตามไปด้วย
เพราะทุกอย่างในร่างกายถูกเชื่อมโยงกันไว้ด้วยกันหมด…

Categories: สุขภาพ

ทำไมการลดไขมันส่วนพุงถึงยากที่สุด

No Comments

ไขมันส่วนพุง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
ไม่ใช่แค่เฉพาะคนอ้วนเท่านั้น คนผอมบางคนที่มีสัดส่วนบริเวณอื่นๆ
เล็ก แต่ทว่าพุงกับโต ซึ่งมีความเชื่อผิดๆ
กับการลดไขมันเฉพาะส่วนโดยเฉพาะพุง
เพราะจริงๆแล้วไม่สามารถทำได้ ต่อให้คุณออกกำลังกาย ซิกแพค
วันล่ะ 50-100 ครั้งก็ไม่สามารถเห็นซิกแพคได้
เนื่องจากว่าไขมันนั้นบดบังอยู่นั่นเอง
วันนี้เราจะมาพูดถึงกันว่าทำไม ไขมันส่วนพุงนั้นถึงลดยากมาก
รวมไปถึงเทคนิคการออกกำลังกายที่ถูกต้องที่ช่วยให้พุงลดลงด้วย

สำหรับการลดการสะสมไขมันในร่างกายนั้นมีขั้นตอนไปตามกระบวนก
ารเมื่อพลังงานนั้นมากเกินกว่าที่ร่างกายจะใช้หมด
ร่างกายจึงเปลี่ยนสภาพพลังงานเหล่านั้นมาเป็นพลังงานสะสม
ซึ่งพลังงานสะสมในร่างกายนั้นถูกเก็บส่วนใหญ่ๆในรูปของ
“ไขมันในร่างกาย” ซึ่งแบ่งย่อยได้เป็น ไขมันในกล้ามเนื้อ
ไขมันในผิวหนัง และ ไขมันในช่องท้อง เช่น
ในผู้ชายไขมันสะสมมากบริเวณท้อง หรือ พุง เอว หลังส่วนล่าง
ต้นขาบ้างประปรายตามลำดับ ในขณะที่ผู้หญิงจะสะสมไขมันที่ เอว
มากกว่าพุง และสะสมที่ต้นแขน ต้นขามากกว่าผู้ชาย
ให้เราจินตนาการง่ายๆ
เปรียบเสมือนว่าร่างกายของเรานั้นเป็นเหมือนกันสระว่ายน้ำ
ไขมันก็จะสะสมไปยังที่ต่างๆ แตกต่างกันไป
เรียกได้ว่าทุกส่วนของร่างกาย
และส่วนพุงนั้นเป็นจุดที่ลึกที่สุดของสระน้ำ
ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะลดไขมันเฉพาะส่วน
ถึงแม้ว่าคุณจะออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อส่วนท้องก็ตาม

เพราะร่างกายนั้นจะดึงพลังงานจากไขมันทุกส่วนออกมาใช้
ไม่ใช่แค่พุงอย่างเดียวเท่านั้น
ซึ่งพูดง่ายๆเลยคือเราไม่สามารถลดไขมันเฉพาะส่วนได้
แต่ว่าสามารถสร้างกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนได้
ส่วนคำถามแล้วจะทำอย่างไรให้พุงลด ซึ่งเรามีข้อแนะนำดังนี้
1.คุมอาหาร
อันดับแรกที่จะทำให้ไขมันในร่างกายลดลงคือการคุมอาหาร
เรื่องทานแต่ของที่ประโยชน์และต้องทานให้ครบ 5 หมู่
หลีกเลี่ยงอาหารประเภทของ มัน, ทอด น้ำตาล
ส่วนแป้งนั้นห้ามขาดต้องทานเสมอ
เพียงแค่ว่าควรที่จะลดจำนวนให้น้อยลง และเพิ่มโปรตีนกับผักเข้าไป
2.ออกกำลังกายคาร์ดิโอ

การคาร์ดิโอนั้นช่วยให้ร่างกายดึงไขมันออกมาใช้ได้มีประสิทธิภาพมาก
ที่สุด ซึ่งกิจกรรมง่ายๆ เช่นการเดินวันล่ะ 30 นาที, การวิ่งจ๊อกกิ้ง,
ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำ, เต้นแอโรบิค หรือ เวทคาร์ดิโอ
โดยใช้น้ำหนักตัวของเราก็ช่วยได้เช่นกัน
ซึ่งหากคุณทำตาม 2 ข้อเบี้องต้นนี้
รับรองว่าไขมันในร่างกายจะลดลงอย่างแน่นอน
แต่จะลดส่วนไหนก่อนอันนี้เป็นไปตามกรรมพันธ์ของแต่ล่ะคน
ซึ่งส่วนใหญ่มักจะลดที่หน้าก่อนตามด้วยแขนขา
และสุดท้ายคือพุงนั้นเอง…

Categories: ความงาม

ใครนอนไม่ค่อยหลับ มาทำความรู้จักมะเขือเทศ

No Comments

มะเขือเทศ จัดเป็นผลไม้ตามคำนิยามของหลักทางพฤกษศาสตร์
เพราะผลไม้คือส่วนของรังไข่ที่เจริญเติบโตเต็มที่ของพืชดอก
ส่วนผักคือพืชที่กินได้ของพืชล้มลุก ไม่ว่าจะเป็นราก ใบ ก้าน หัว หน่อ ดอก
ซึ่งโดยปกติแล้ว คนส่วนมากมักเข้าใจผิดว่า มะเขือเทศ คือผัก เพราะนำไปใช้ประกอบอาหารกันเป็นส่วนใหญ่
และมักคิดว่าผลไม้คือสิ่งที่ให้ความหวาน โดย มะเขือเทศที่นิยมรับประทานในประเทศไทย คือ มะเขือเทศสีดา และ มะเขือเทศราชินี
แถม มะเขือเทศ ยังถือเป็นผลไม้ที่คนทั่วโลกนิยมรับประทานกันมากที่สุด
โดยนิยมรับประทานกันมากกว่าผลไม้ยอดนิยมอันดับ 2 อย่าง
กล้วย มากถึง 16 ล้านตันต่อปี ส่วนผลไม้อันดับ 3 คือ แอปเปิ้ลและ ส้ม เท่านั้นไม่พอ มะเขือเทศ
ยังมีประโยชน์มหาศาลซ่อนอยู่ในผลสีกลมแดง เพราะเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด
อาทิเช่น วิตามินซี วิตามิเอ วิตามินเค วิตามินพี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก
โดยมะเขือเทศขนาดปานกลาง จะมีปริมาณของวิตามินซีครึ่งหนึ่งของ ส้มโอ ทั้งลูก
และมะเขือเทศหนึ่งผลมีปริมาณวิตามินเอ ที่ร่างกายต้องการจำนวน 1 ใน 3 ของวิตามินเอ
ที่ร่างกายต้องการต่อวันเลยทีเดียวนอกจากนี้ มะเขือเทศ ยังมีสารจำพวกไลโคปีน แคโรทีนอยด์
เบตาแคโรทีน และ กรดอะมิโน ทำให้ถูกจัดเป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย เช่น ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด ขับปัสสาวะ รักษาความดัน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม น้ำมะเขือเทศที่เราคั้นสดๆจะดีกว่าน้ำมะเขือเทศขวดหรือกล่องและไม่ควรเลือกรับประทานมะเขือเทศดิบ
เพราะอาจจะเป็นผลเสียต่อร่างกายมากกว่าจะได้รับประโยชน์ แต่การกินมะเขือเทศในปริมาณมาก ไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด
ตามการรายงานจากผลวิจัยระบุว่าการรับประทานมะเขือเทศให้ได้ 10 ครั้งต่อสัปดาห์
ถือว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากเพราะจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อย่างมาก และดีต่อสุขภาพผิวอย่างเห็นได้ชัดเจน
สำหรับสาวๆ ที่รักสวยรักงามมะเขือเทศจึงเป็นผลไม้ที่ขาดไม่ได้ เช่นเดียวกับผู้ที่มีปัยหาเรื่องการนอนหลับ
การดื่มน้ำมะเขือเทศก่อนนอนจะช่วยให้หลับง่ายขึ้นอีกทั้งยังได้สุขภาพดี หน้าตาสดใสและสมองปลอดโปร่งติดตัวเป็นของแถมด้วย
ซึ่งการดื่มน้ำมะเขือเทศให้ได้ประโยชน์ควรดื่มก่อนทานอาหารในช่วงท้องว่าง หรือดื่มหลังอาหารทันที
จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมไลโคปีนได้ดีมากขึ้นแต่อย่างที่บอกว่าไม่ควรทานแบบดิบ และไม่ควรเกิน 2 แก้วต่อวัน
เช่นเดียวกับผู้ที่กำลังป่วยเป็นโรคไตหรือผู้มีโพแทสเซียมในเลือดสูง ก็ไม่ควรทานเด็ดขาด…

Categories: สุขภาพ

เมนูสายฟิต ต้มอกไก่ อย่างไรให้อร่อย

No Comments

หากคุณกำลังลดน้ำหนัก อยากออกกำลังกาย หรือหันมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง
มักจะเน้นควบคุมอาหารควบคู่กันไปด้วย ซึ่งหนึ่งในวัตถุดิบที่นิยมกันก็คือ อกไก่
ที่ให้โปรตีนสูง และไขมันต่ำ ซึ่งการปรุงด้วยวิธีต้มนั้น
ถือเป็นวิธีทำอาหารจากอกไก่ที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุด
วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีปรุงอกไก่ง่ายๆ ให้อร่อยและดีต่อสุขภาพมาฝากกัน
ส่วนประกอบ
– อกไก่
– น้ำเปล่า
– น้ำซุปผักหรือน้ำซุปไก่
– หอมใหญ่
– เกลือและพริกไทย
ขั้นตอนการเตรียมเนื้อไก่
1. ล้างอกไก่ โดยนำอกไก่ออกจากช่องแช่แข็ง เพื่อให้น้ำแข็งละลายก่อนนำไปต้ม
โดยคุณอาจละลายน้ำแข็งด้วยไมโครเวฟ หรือนำอกไก่แช่ในน้ำเย็นก็ได้
วิธีการต้มอกไก่ในน้ำเปล่า
1. หั่นอกไก่ออกเป็น 2 หรือ 3 ส่วน วิธีนี้ช่วยให้อกไก่สุกเร็วขึ้น
และสุกทั่วถึงกันทั้งชิ้นด้วย
2. เทน้ำใส่หม้อ รอให้น้ำเดือด จากนั้นใส่อกไก่ลงไป โดยให้น้ำท่วมอกไก่
เติมน้ำเพิ่มหากน้ำน้อยเกินไป
3. ต้มไปเรื่อยๆ จนน้ำเดือดอีกครั้ง จากนั้นหรี่มาใช้ไฟอ่อน
ปิดฝาหม้อและต้มจนเนื้อไก่ไม่เป็นสีชมพู
เวลาที่ใช้ในการต้มจะเร็วหรือนานขึ้นอยู่กับขนาดของชิ้นไก่
– อกไก่ติดหนังและกระดูกใช้เวลาต้มประมาณ 30 นาที
– อกไก่ลอกหนังและไม่มีกระดูกใช้เวลาต้มประมาณ 20-25 นาที หากอกไก่ถูกหั่นครึ่ง
ก็จะใช้เวลาต้มเพียง 15-20 นาที
– อกไก่ลอกหนังและไม่มีกระดูกที่ถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กประมาณ 2 นิ้วใช้เวลาต้มประมาณ10 นาที
4. ปิดไฟนำหม้อลงจากเตา เทน้ำออกจากหม้อ และตักไก่ใส่จาน
เนื้อไก่ควรเป็นสีขาวและใช้มือหรือส้อมฉีกได้ง่าย
5. เสิร์ฟเพื่อรับประทานได้ทันที หรือใส่อกไก่ต้มในสลัด ผัดผักก็ได้
โดยสามารถปรุงรสเพิ่มตามต้องการด้วยเกลือ พริกไทย หรือซอสต่างๆ
วิธีการต้มอกไก่ในน้ำซุป
1. เทน้ำซุปไก่หรือน้ำซุปผักใส่หม้อ หั่นหอมใหญ่บนเขียง จากนั้นใส่ลงในหม้อ
อาจเติมแครอท กระเทียม น้ำมะนาว หรือเครื่องเทศอื่นๆ ได้ตามต้องการ
2. ใส่อกไก่ลงไปในหม้อ โดยน้ำต้องท่วมอกไก่ให้มิด เติมน้ำหากน้ำน้อยเกินไป
หั่นอกไก่เป็น 2 หรือ 3 ชิ้น อกไก่จะสุกเร็วขึ้น
3. ตั้งหม้อบนเตาไฟ ต้มน้ำจนเดือดด้วยไฟแรง จากนั้นหรี่ไฟลงเป็นไฟอ่อน
ปิดฝาหม้อและต้มจนเนื้อไก่เลิกเป็นสีชมพู
เวลาที่ใช้ในการต้มจะเร็วหรือนานขึ้นอยู่กับขนาดของชิ้นไก่
– อกไก่ติดหนังและกระดูกใช้เวลาต้มประมาณ 30 นาที
– อกไก่ลอกหนังและไม่มีกระดูกใช้เวลาต้มประมาณ 20-25 นาที หากอกไก่ถูกหั่นครึ่ง
ก็จะใช้เวลาต้มเพียง 15-20 นาที
– อกไก่ลอกหนังและไม่มีกระดูกที่ถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กประมาณ 2 นิ้วใช้เวลาต้มประมาณ10 นาที
4. ปิดไฟ นำหม้อลงจากเตา เทน้ำออกจากหม้อ และตักไก่ใส่จาน
เช็คว่าเนื้อไก่สุกแล้วโดยการฉีกดูเนื้อข้างในว่าเป็นสีขาวทั้งหมดแล้ว
5. พร้อมรับประทาน โดยใส่อกไก่ต้มในสลัด ผัดผัก หรือฟาฮีต้า
ปรุงรสตามต้องการด้วยเกลือ พริกไทย สมุนไพร หรือซอสต่างๆ
เคล็ดลับ
อกไก่ที่ต้มในน้ำเปล่าจะมีรสชาติจืด ดังนั้นควรใส่น้ำซุปผัก
และปรุงรสไก่ด้วยเครื่องเทศและซอสต่างๆ
ที่สำคัญคือ อย่าลืมล้างมือก่อนและหลังจับเนื้ออกไก่ดิบ
เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายเชื้อโรค รวมทั้งทำความสะอาดและฆ่าเชื่อมีด จาน
และเคาน์เตอร์ครัวที่สัมผัสเนื้อไก่ดิบด้วย
อกไก่ที่ปรุงแล้ว สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ไม่เกิน 2 วัน
หากคุณอยากเก็บไว้นานกว่านั้นให้เก็บในช่องแช่แข็ง…

Categories: สุขภาพ

ขิงสมุนไพรไทยที่อุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย

No Comments

อย่างที่เราทราบกันว่า ขิง นั้นคือพืชที่มีหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน
เป็นหนึ่งในสมุนไพรในการรักษาโรค,
เป็นเครื่องเทศหรือวัตถุดิบในการทำอาหาร
รวมไปถึงยังสามารถทำไปแปรรูปหรือเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางต่า
งๆ อาทิ สบู่ หรือ ครีม อีกด้วย
แต่ถึงแม้ว่า ขิง นั้นจะมีกลิ่นหอมฉุน แต่ใครหลายๆ
คนมักที่จะปฏิเสธการท่าน เนื่องจากว่ามันมีรสชาติที่เผ็ดร้อนและขม
ทำให้ไม่ค่อยจะถูกปากกันสักเท่าไหร่
แต่หารู้ไม่ไหวขิงนั้นจัดว่าเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างมากมาย
เราไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง
1.ช่วยลดอาการท้องอืด
โดยหลักๆ ประโยชน์ของ ขิง
นั้นจะช่วยในเรื่องของลดอาการท้องอืดเพราะขิงนั้นเป็นสมุนไพรที่มีฤท
ธ์ร้อนสามารถช่วยขับลมกระเพาะอาหารรวมไปถึงยังสามารถกระตุ้นกา
รทำงานของลำไส้ ช่วยให้ระบบของร่างกายนั้นทำงานได้อย่างเต็มที่
2.ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
สำหรับ ขิง
นั้นยังสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาห
วานได้ด้วย ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่า ผู้ที่รับประทานขิง
จะช่วยให้ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดนั้นดีขึ้น
แถมยังช่วยในเรื่องของการป้องกันโรคแทรกซ้อน
นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดระดับของ คอเลสเตอรอล ได้อีกด้วย
3.ลดอาการบาดเจ็บข้อเสื่อม
มีผลการวิจัยมากมายเกี่ยวกับ สมุนไพรชนิดนี้
ว่ามีสรรพคุณช่วยในการลดอาการบาดเจ็บของผู้ที่ป่วยเป็นโรคข้อเสื่อม
แต่ต้องใช้เวลาในการรักษาประมาณ 3 เดือนถึงจะเห็นผลอย่างชัดเจน

4.ลดอาการคลื่นไส้, เมารถ และ ปวดหัวไมเกรน
ด้วยความที่มีกลิ่นฉุนและรสชาติที่เผ็ดร้อน
ทำให้ช่วยในเรื่องอาการคลื่นไส้, อาเจียน หรือ เมารถต่างๆได้ด้วย
โดยมีงานวิจัย
พบว่าขิงสามารถช่วยป้องกันและบรรเทาอาการอาเจียนหลังจากการผ่า
ตัดและยังช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และอาเจียนในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เข้
ารับเคมีบำบัด ส่วนในเรื่องของอาการปวดหัวไมเกรน ขิง
จะช่วยในเรื่องของการบรรเทาอาการเจ็บปวดเพราะจะเข้าไปสกัดฮอร์โ
มนที่เกี่ยวกับอาการอักเสบ
5.ช่วยในการลดน้ำหนัก

มีงานวิจัยออกมาว่าผู้ที่ดื่มน้ำขิงเป็นประจำจะช่วยให้ระบบการเผาผลา
ญพลังงานนั้นดีขึ้น
เพราะด้วยเหตุที่มีฤทธิ์ร้อนและได้เข้าไปกระตุ้นมีการดูดซึมสารอาหารแ
ละย่อยอาหารได้รวดเร็วขึ้น
ซึ่งนอกจากนี้ยังช่วยให้ความอยากอาหารนั้นน้อยลงด้วย
แต่ว่าต้องเป็นน้ำขิงที่ไม่ใส่น้ำตาลนะ
ซึ่งทางที่ดีควรเลือกขิงซองแบบสำเร็จรูปสูตรไร้น้ำตาลจะดีที่สุด
นี่คือเบื้องต้นของประโยชน์จาก ชิง
สมุนไพรที่ใครหลายคนมักจะมองข้ามไป
แต่ว่าทุกอย่างนั้นไม่ได้มีแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียว
หากรับประทานมากเกินไป
หรือผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือดควรที่จะหลีกเลี่ยงการรับประทานขิง
เพราะขิงนั้นมีสรรพคุณในการต้านการแข็งตัวของเลือดมากกว่ายาแอส
ไพริน เสียอีก…

Categories: ความงาม