อาหารล้างพิษตับ

No Comments

การเผชิญกับมลภาวะจากสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงความเครียด ตับก็จะทำงานหนักจนเกินกำลัง เมื่อถึงจุดหนึ่งตับก็จะหมดความสามารถในการกรองสารพิษและไขมันต่างๆ โดยกระตุ้นความสามารถตามธรรมชาติเพื่อขับไล่ของเสียที่เป็นพิษออกจากร่างกาย
1. กระเทียม
แค่ ทานพืชหัวสีขาวนี้วันละเล็กน้อยก็ช่วยกระตุ้นเอนไซม์ในตับซึ่งช่วยให้ ร่างกายขับสารพิษออกมาได้แล้ว ในกระเทียมยังมีสารอัลลิซินและซีลีเนียมอยู่ สารสองชนิดนี้มีส่วนประกอบในการช่วยล้างพิษตับได้
2. เกรปฟรุต (ผลไม้ตระกูลส้ม)
ในเกรปฟรุตอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ผลไม้ตระกูลซิตรัสนี้ นอกจากเกรปฟรุตแล้วก็ยังรวมไปถึง ส้ม มะนาว และเลม่อน ต่างก็ช่วยสนับสนุนกระบวนการล้างพิษตามธรรมชาติของตับ แค่ดื่มน้ำเกรปฟรุตคั้นสดๆ วันละแก้ว จะช่วยกระตุ้นการผลิตของเอนไซม์ล้างพิษในตับ และช่วยชะล้างสารก่อมะเร็งและสารพิษอื่นๆ ได้

3. บีทรูทและแครอท
ผักทั้งสองชนิดนี้เต็มไปด้วยฟลาโวนอยด์และ เบต้าแคโรทีนปริมาณสูงมาก การทานหัวบีทรูทและแครอทช่วยกระตุ้นและส่งเสริมการทำงานโดยรวมของตับได้
4. ชาเขียว
ชา เขียวจัดเป็นเครื่องดื่มที่คู่ควรกับตับมากที่สุด เพราะในชาเขียวอุดมไปด้วยคาเทชิน สารต้านอนุมูลอิสระ สารประกอบนี้เป็นที่รู้กันดีกว่าช่วยการทำงานของตับได้ ชาเขียวยังมีรสชาติอร่อย นำมาปรุงอาหารหรือปรุงเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพได้ (ชาเขียวที่ชงจากใบชาจะดีกว่าแบบสกัด)
5. ผักใบเขียว
หนึ่งใน อาหารที่เป็นมิตรมากในการล้างพิษตับ ผักใบเขียวสามารถทานได้ทั้งแบบดิบ แบบสุก หรือแบบคั้นน้ำก็ยังได้ ให้สารคลอโรฟิลล์สูงมาก ผักใบเขียวช่วยดูดซับสารพิษจากสภาพแวดล้อมที่อยู่ในกระแสเลือด อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพในการต้านทานโลหะหนักของสารเคมีและสารกำจัดศัตรูพืช ผักใบเขียวจึงจัดได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการปกป้องตับ นั่นเอง
ในแต่ละมื้อควรเพิ่มผักใบเขียวเข้าไปในอาหารด้วย ยกตัวอย่างเช่น มะระขี้นก, ผักร็อคเก็ต, ผักโขม, ผักกาดเขียวปลี ฯลฯ จะช่วยเพิ่มการสร้างน้ำดีและช่วยให้น้ำดีไหลเวียนดีขึ้น ซึ่งจะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกจากอวัยวะต่างๆ รวมไปถึงเลือดได้
6. อะโวคาโด
เป็นผลไม้ที่หนาแน่นไปด้วยสารอาหารทุกอนู ช่วยให้ร่างกายผลิตกลูต้าไธโอน ซึ่งเป็นสารประกอบที่ทำให้ตับกำจัดสารพิษที่เป็นอันตรายได้ดีขึ้น

7. แอปเปิ้ล
มีเพคตินอยู่เยอะมาก แอปเปิ้ลเป็นแหล่งของสารเคมีที่จำเป็นสำหรับร่างกายในการชำระล้างและกำจัด สารพิษออกไปจากระบบย่อยอาหาร และในทางกลับกันก็ช่วยให้ตับนั้นจัดการกับสารพิษได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

8. น้ำมันมะกอก
น้ำมันมะกอก น้ำมันกัญชง และน้ำมันเมล็ดลินิน มีประโยชน์มากสำหรับตับ โดยน้ำมันเหล่านี้จะให้ไขมันดีๆ ที่ช่วยในการดูดซับสารพิษที่เป็นอันตรายจากร่างกาย ซึ่งเป็นการลดภาระของตับได้อีกทางหนึ่ง
9. ธัญพืชทางเลือก
ถ้า อาหารของคุณประกอบไปด้วยข้าวสาลี, แป้งขาว หรือธัญพืชมาตรฐานอื่นๆ ตอนนี้ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนเป็นธัญพืชทางเลือกอื่นๆ แล้วอย่างเช่น ควินัว, ข้าวฟ่าง หรือบัควีท ก็จะช่วยการทำงานของตับได้
ตับทำหน้าที่เหมือน เป็นตัวกรองสารพิษในร่างกาย แต่หากคุณเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนไหวกับเมล็ดพืชชนิดที่มีกลูเตนอยู่ ก็อาจเป็นการเพิ่มพิษในร่างกายแทน มีการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ชี้ว่า ผู้ที่เคยมีประสบการณ์แพ้กลูเต็น จะพบความผิดปกติในผลการทดสอบเอนไซม์ในตับด้วย
10. ผักตระกูลกะหล่ำ
บร็อค โคลีและดอกกะหล่ำ เป็นแหล่งของกลูโคซิโนเลต ซึ่งช่วยสนับสนุนกระบวนการผลิตเอนไซม์ในตับ โดยเอนไซม์ตามธรรมชาติชนิดนี้จะช่วยชะล้างสารก่อมะเร็งและสารพิษอื่นๆ ออกจากร่างกาย และนอกจากนี้การทานผักตระกูลนี้ ยังลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งให้น้อยลงอีกด้วย
11. เลมอนและมะนาว
ผลไม้ตระกูลซิตรัสเหล่านี้อุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งช่วยให้ร่างกายได้สังเคราะห์สารพิษต่างๆ ให้ละลายน้ำได้ การดื่มน้ำเลมอนหรือน้ำมะนาวคั้นสดๆ ในตอนเช้า ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของตับได้อีกด้วย

12. ถั่ววอลนัท
ถั่วชนิดนี้เต็มไปด้วยกรดอะมิโนอาร์จีนีน วอลนัทช่วยเสริมการทำงานของตับในการล้างสารแอมโมเนียที่เป็นพิษ วอลนัทยังเต็มไปด้วยกลูต้าไธโอนและกรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยล้างพิษตับได้เช่นกัน แนะนำว่าเวลาเคี้ยวถั่ววอลนัทในปากให้เคี้ยวจนแหลกเป็นน้ำก่อนกลืนเพื่อ ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

Categories: ความงาม

เคล็ดลับผมสุขภาพดี

No Comments

นอกจากการมีรูปร่างที่ได้สัดส่วนแล้ว สุขภาพด้านอื่นๆก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุขภาพเส้นผม ซึ่งถือว่าเสริมสร้างความมั่นใจให้กับสาวๆได้เป็นอย่างดี เพราะใครๆก็คงอยากจะมีเส้นผมนุ่มสลวย แข็งแรง ไม่ว่าจะจัดเซตแบบไหนก็เอาอยู่
1. อย่าลืมครีมนวดผมทุกครั้ง
หลัง สระผมด้วยแชมพูแล้ว อย่าลืมที่จะบำรุงผมด้วยครีมนวดผม โดยเริ่มจากชโลมครีมที่ปลายผมเป็นอันดับแรก แล้วค่อยๆนวดขึ้นไปถึงกลางศีรษะ ทิ้งไว้ 3 นาที เพื่อเป็นการปิดเกร็ดผม หลายๆคนมักจะไม่ชอบใช้ครีมนวดผมกันเท่าไหร่ เพราะเข้าใจว่าจะทำให้ผมลีบแบน ซึ่งสาเหตุของการมีผมลีบแบนนั้น เป็นเพราะการใช้ที่ไม่ถูกต้องนั่นเอง สาวๆทราบอย่างนี้แล้ว ต้องเปลี่ยนวิธีโดยด่วนเลย
2. บำรุงเส้นผมด้วยการมาส์ก
หากไม่มีเวลาที่จะเข้าร้านเพื่อทำทรีตเม้นต์ ก็สามารถบำรุงเส้นผมด้วยตัวเองได้ง่ายๆ แค่มาส์กผมโดยการชโลมจากกึ่งกลางเส้นผมลงมาถึงปลายผม เน้นไปยังปลายผมให้นานที่สุด เพราะส่วนปลายผมนั้นมักจะแห้งเสียและแตกลายได้ง่ายๆ หลังจากนั้นพอกและคลุมผมทิ้งไว้ 10-15 นาทีด้วยหมวกอุณหภูมิสูง
3. เล็มปลายผมที่แห้งเสียทิ้ง
ผู้หญิงส่วนใหญ่ มักจะมีปัญหาเส้นผมแตกปลาย แห้งเสียได้ง่ายๆ ยิ่งในแต่ละวันผมต้องเผชิญกับความร้อนอยู่บ่อยๆแล้วล่ะก็ ผมเสียก็ยิ่งเสียเข้าไปอีก ดังนั้นวิธีที่ง่ายละรวดเร็วคือ การเล็ม หรือตัดปลายผมทิ้งไปเสีย แต่ถ้าหากมีเวลามากสักหน่อย อาจะทำการมาส์กหรือทำทรีตเม้นต์ไปเลยจะดีที่สุด
4. ปกป้องผมจากความร้อน
ก่อนทำการไดร์หรือจัดผม ม้วนผมก็แล้วแต่ สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับป้องกันผมแห้งเสียก็คือ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งชนิดที่ช่วยปกป้องเส้นผมจากความร้อน หากเลี่ยงที่จะใช้สเปรย์ฉีดผมได้ยิ่งดี เพราะแอลกอฮอล์ในสเปรย์จะทำให้ผมแห้ง กรอบ และเสียง่าย
5. เสริมสร้างความแข็งแรงด้วยอาหารดีๆ
สุขภาพ ผมจะแข็งแรงและเงางามได้นั้น ปัจจัยหนึ่งก็คือเรื่องของอาหารที่ดีๆเริดๆอย่าง ไข่ ปลาแซลมอน งาดำ ถั่ว ผักใบเขียวเข้ม ยิ่งเข้มเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น
6. ความร้อน ตัวการผมลีบแบน
เพราะ อากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้ผมลีบแบนได้ง่ายๆ โดยเฉพาะอากาศร้อนอย่างบ้านเรานี่ยิ่งต้องใส่ใจกันเป็นพิเศษ ทางที่ดีควรเลือกแชมพูและครีมนวดผมที่ช่วยเพิ่มความหนาและวอลุ่มให้เส้นผมจะ ดีที่สุด และควรหลีกเลี่ยงการใช้เจลหรือแว็กซ์
7. ผมหยิกไม่ควรยืด
สำหรับสาวที่มีผมหยักศกตามธรรมชาติ อย่าได้คิดที่จะยืดผมหรือไดร์ผมเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ผมเสียได้ง่ายกว่าคนผมตรง แต่ควรเลือกที่จะปรึกษากับช่างทำผมจะดีกว่า เพื่อให้ง่ายต่อการจัดทรง

Categories: ความงาม

เทคนิคการดูแลผิวพรรณเมือเผชิญกับแสงแดด

No Comments

เป็นเรื่องจริงที่ว่า แดดเมืองไทยแรงเป้นอันดับต้นๆของโลก แค่เดินออกจากบ้านไปนหน้าปากซอยก็ทำให้ผิวไหม้เกรียมกันแล้ว เมือเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้ว สาวๆอย่างเราจะละเลยผิวพรรณกันได้อย่างไร เคล็ดลับผิวพรรณสุขภาพดีเนี่ย นอกจากการกินอาหาร การใช้สกินแคร์แล้ว ยังอยู่ที่การปกป้องผิวจากแสงแดดด้วย
– อย่าละเลยการทาครีมบํารุงผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งปกป้องแสงแดดด้วยครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่เหมาะสมกับกิจกรรมที่ทํา อย่าลืมทาครีมบํารุงและครีมกันแดดที่ผิวลําคอด้วย แนะนำให้ทาไล่ย้อนจากด้านล่างขึ้นมายังปลายคางอย่างเบามือ
– ต้องทําความสะอาดผิวอย่างหมดจดเสมอ รู้ไหมว่าคราบสิ่งสกปรก ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะ ฝุ่นควัน เครื่องสําอาง ล้วนมีส่วนทําให้ผิวมีปัญหาต่างๆตามมา ทั้งสิวอุดตัน ริ้วรอย ความหมองคล้ำไม่สดใสของผิว การสะสมของเชี้อแบคทีเรีย ฯลฯ อย่าอ้างว่าเวลาน้อย อย่าอ้างว่าไม่มีเวลา อย่าอ้างว่าไม่เป็นไรผิวยังดีอยู่
Advertisement

– หลีกเลี่ยงแสงแดดแผดร้อนในช่วงเวลากลางวัน โดยเฉพาะเวลา 10.00 – 14.00 น. หากจําเป็นต้องเผชิญแสงแดด อย่าลืมทาครีมกันแดด
– สวมเสื้อผ้าที่ช่วยปกปิดผิว สวมแว่นกันแดด หมวกปีกกว้าง และทาครีมกันแดดซ้ำทุกสองชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ผิวรอบดวงตาแสนบอบบางและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ควรหาอายส์ครีมที่บํารุงล้ำลึก คอยเติมความชุ่มชี่นให้ผิวส่วนนี้อยู่เสมอ ควรใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆในการทาครีม เพื่อลดแรงกดและการเสียดสีผิวบริเวณรอบดวงตาด้วย การทาครีมบํารุงผิวรอบดวงตาอย่างถูกวิธีจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด บริเวณผิวรอบดวงตาให้ทํางานได้ดียิ่งขึ้น
– การนอนหลับพักผ่อนคือหัวใจสําคัญของความงาม ในช่วงเวลาที่ร่างกายหยุดกระบวนการต่างๆ ผิวก็จะทําการซ่อมแซม สร้างเซลล์ของตัวเองเช่นกัน แต่นั่นหมายความว่าคุณต้องหลับสนิทจริงๆเท่านั้นนะ การหลับๆตื่นๆ หรือนอนกลางวัน ไม่มีผลต่อผิวพรรณความงามนะคะ
นอกจากนี้ วิตามินซียังเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่งจากภายใน ดูได้จากผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกระจ่างใสทั้งหลายที่มักนําวิตามินซีมาเป็นส่วน ผสมอยู่เสมอ

Categories: ความงาม